ยอดผู้ชมทะลุ 2 ล้าน แม้เผชิญกระแสกดดัน

ภาพยนตร์เรื่อง “มือสังหาร” มียอดผู้ชมสะสมเกิน 2 ล้านคน เมื่อเวลา 14.35 น. ของวันที่ 3 ตุลาคม ตามเวลาท้องถิ่นในเกาหลีใต้ หรือหลังเข้าฉายได้ 11 วัน ภาพยนตร์เปิดตัวเมื่อวันที่ 23 กันยายน และใช้เวลาเพียง 4 วันในการดึงดูดผู้ชมครบ 1 ล้านคน ก่อนจะมีผู้ชมเพิ่มอีก 1 ล้านคนในสัปดาห์ถัดมา

ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนว่าผู้ชมยังคงไปชมภาพยนตร์ แม้จะเกิดข้อถกเถียงทางการเมืองและมีการเรียกร้องให้หยุดฉาย ยอดผู้ชมในรายงานนี้อ้างอิงจากระบบรวบรวมข้อมูลบัตรเข้าชมภาพยนตร์ ซึ่งใช้ติดตามจำนวนผู้ชมจากโรงภาพยนตร์ต่าง ๆ ในประเทศ

ภาพยนตร์ทำยอดผู้ชมครบ 2 ล้านคนในช่วงที่กิจกรรมประชาสัมพันธ์บางส่วนถูกยกเลิก และผู้สร้างกำลังเผชิญแรงกดดันจากนักการเมือง

ภาพยนตร์ย้อนสำรวจคดีลอบยิงในปี 1974

ผลงานเรื่องนี้กำกับโดย ฮอจินโฮ ผู้กำกับที่เป็นที่รู้จักจากภาพยนตร์ “คริสต์มาสในเดือนสิงหาคม” และ “ฤดูใบไม้ผลิที่มาถึง” เนื้อเรื่องหยิบเหตุการณ์ยิง ยุกยองซู ภริยาของอดีตประธานาธิบดี พักจองฮี ในปี 1974 มาเป็นฉากหลัง

เรื่องราวติดตามตำรวจสืบสวนและผู้สื่อข่าวที่ตั้งข้อสงสัยต่อผลการสอบสวนในเวลานั้น แล้วพยายามค้นหาว่าเกิดอะไรขึ้น การเล่าเรื่องจึงพาผู้ชมไปสำรวจทั้งคดีในอดีตและวิธีที่สังคมทำความเข้าใจเหตุการณ์สำคัญผ่านข้อมูล หลักฐาน และมุมมองที่แตกต่างกัน

อย่างไรก็ตาม การนำเหตุการณ์จริงมาเป็นพื้นฐานไม่ได้หมายความว่าทุกฉากหรือทุกข้อเสนอในภาพยนตร์เป็นข้อเท็จจริงทางประวัติศาสตร์โดยตรง ภาพยนตร์อาจใช้การสร้างตัวละครและเหตุการณ์เพื่อเล่าเรื่อง ขณะที่การยืนยันข้อกล่าวหาเกี่ยวกับบุคคลจริงต้องพิจารณาจากหลักฐานและกระบวนการตรวจสอบแยกต่างหาก

ข้อถกเถียงเรื่องการตีความประวัติศาสตร์

ประเด็นที่ทำให้ภาพยนตร์กลายเป็นข้อถกเถียงคือการตีความเหตุการณ์และการตั้งคำถามต่อผลการสอบสวน นักการเมืองจาก พรรคพลังประชาชนของเกาหลีใต้ กล่าวหาว่าภาพยนตร์ชี้ว่าอดีตประธานาธิบดีพักจองฮีและบุคคลใกล้ชิดอยู่เบื้องหลังเหตุการณ์ แต่ผู้กำกับระบุว่าเขาไม่ได้ตั้งต้นสร้างภาพยนตร์โดยถือว่าพักจองฮีเป็นผู้บงการ

ข้อแตกต่างระหว่างการนำเสนอเรื่องราวในภาพยนตร์กับการกล่าวหาบุคคลจริงจึงกลายเป็นแกนสำคัญของการถกเถียง ฝ่ายหนึ่งตั้งคำถามว่าผลงานสร้างความเสียหายต่อบุคคลหรือประวัติศาสตร์หรือไม่ ขณะที่อีกฝ่ายกังวลว่าการเรียกร้องให้ยุติการฉายอาจจำกัดพื้นที่สำหรับการถกเถียงทางวัฒนธรรม


นักการเมืองเรียกร้องให้หยุดฉายและลงโทษ

นักการเมืองจากพรรคพลังประชาชนเรียกร้องให้ระงับการฉายและให้มีการดำเนินการทางกฎหมายต่อภาพยนตร์ โจอึนฮี ซึ่งเป็นผู้ประสานงานของพรรคในคณะกรรมาธิการวัฒนธรรม กีฬา และการท่องเที่ยวของรัฐสภา เสนอเมื่อวันที่ 29 กันยายนว่า ควรเชิญฮอจินโฮไปให้ข้อมูลในฐานะพยานหรือผู้ให้ความเห็นประกอบระหว่างการตรวจสอบของรัฐสภา

ส่วน จูจินอู เรียกร้องให้พิจารณายึดรายได้จากภาพยนตร์ด้วย ข้อเรียกร้องเหล่านี้ทำให้ข้อถกเถียงขยายจากเนื้อหาของภาพยนตร์ไปสู่คำถามว่า รัฐและนักการเมืองควรมีบทบาทเพียงใดในการตอบสนองต่อผลงานที่มีเนื้อหาเกี่ยวกับเหตุการณ์ทางประวัติศาสตร์

  • ฝ่ายนักการเมืองที่วิจารณ์ภาพยนตร์ต้องการให้ยุติการฉายและตรวจสอบความรับผิดทางกฎหมาย
  • ผู้กำกับยืนยันว่าไม่ได้สร้างเรื่องโดยตั้งสมมติฐานว่าพักจองฮีอยู่เบื้องหลังเหตุการณ์
  • ประเด็นที่ยังเป็นข้อถกเถียงคือเส้นแบ่งระหว่างการวิจารณ์ผลงานกับการพยายามทำให้ผลงานไม่สามารถเผยแพร่ได้

คำเรียกร้องทางการเมืองดังกล่าวเป็นข้อเรียกร้องของนักการเมือง ไม่ใช่คำตัดสินทางกฎหมายว่าภาพยนตร์หรือผู้สร้างมีความผิดแล้ว การพิจารณาความรับผิดทางกฎหมายต้องผ่านกระบวนการของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องและอาศัยหลักฐานตามกฎหมาย


การโจมตีนักแสดงกระทบกิจกรรมประชาสัมพันธ์

เมื่อคำวิจารณ์ลุกลามไปสู่การโจมตีตัวนักแสดง รวมถึงข้อมูลส่วนตัวและงานโฆษณา บริษัทผู้ผลิตตัดสินใจยกเลิกกิจกรรมพบผู้ชมที่โรงภาพยนตร์ซึ่งกำหนดไว้ระหว่างวันที่ 3–5 ตุลาคม โดยให้เหตุผลว่าต้องคำนึงถึงความปลอดภัยของผู้เกี่ยวข้อง

กิจกรรมของนักแสดง ยูแฮจิน และ อีมินโฮ ที่เกี่ยวข้องกับพิธีเปิดเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติปูซานในวันที่ 6 ตุลาคม รวมถึงกิจกรรมบนเวทีกลางแจ้งในวันที่ 7 ตุลาคม ก็ถูกยกเลิกเช่นกัน การยกเลิกนี้ทำให้การประชาสัมพันธ์ภาพยนตร์ต้องปรับเปลี่ยน แม้ผู้ชมยังคงเข้าชมในโรงภาพยนตร์

กิจกรรมพบผู้ชมเป็นช่วงที่นักแสดงและทีมงานพูดคุยกับผู้ชมหลังการฉาย การต้องยกเลิกกิจกรรมจึงไม่ได้กระทบเพียงตารางงาน แต่ยังสะท้อนว่าความขัดแย้งในพื้นที่สาธารณะสามารถส่งผลต่อความปลอดภัยและการทำงานของผู้สร้างได้

ผู้กำกับฮอจินโฮกล่าวว่า ผู้ชมสามารถวิจารณ์หรือไม่เห็นด้วยกับผลงานได้ แต่การไม่เห็นด้วยกับงานชิ้นหนึ่งไม่ควรถูกปะปนกับการปฏิเสธว่างานนั้นไม่ควรมีอยู่

เสรีภาพในการสร้างสรรค์กับความรับผิดชอบ

กรณีนี้ชวนให้พิจารณาความแตกต่างระหว่าง การวิจารณ์ผลงาน กับ การเรียกร้องให้ห้ามเผยแพร่ผลงาน การวิจารณ์อาจช่วยให้ผู้ชมตรวจสอบข้อเท็จจริงและตั้งคำถามต่อวิธีเล่าเรื่อง ส่วนการห้ามฉายหรือยึดรายได้เป็นมาตรการที่มีผลต่อความสามารถของผู้สร้างในการนำเสนอผลงานต่อสาธารณะ

ในทางกลับกัน ภาพยนตร์ที่หยิบเหตุการณ์จริงมาเล่าก็ต้องเผชิญคำถามเรื่องความถูกต้องและผลกระทบต่อผู้เกี่ยวข้อง ผู้ชมจึงอาจแยกพิจารณาได้ว่าอะไรคือข้อมูลทางประวัติศาสตร์ อะไรคือการตีความของผู้สร้าง และส่วนใดเป็นการแต่งเติมเพื่อให้เรื่องดำเนินไปได้

การทำความเข้าใจเช่นนี้คล้ายกับการอ่านหนังสือที่อิงเหตุการณ์จริง เราสามารถถกเถียงว่าผู้เขียนเลือกเน้นข้อมูลด้านใด โดยไม่จำเป็นต้องสรุปทันทีว่าหนังสือควรถูกห้ามหรือทุกสิ่งในเรื่องเป็นข้อเท็จจริง


สิ่งที่ต้องจับตาต่อจากนี้

ความสนใจของผู้ชมในช่วงถัดไปจะเป็นตัวชี้ว่ากระแสถกเถียงมีผลต่อยอดเข้าชมอย่างไร ขณะเดียวกัน การยกเลิกกิจกรรมและการโจมตีส่วนตัวอาจทำให้ประเด็นเรื่องความปลอดภัยของนักแสดงและทีมงานได้รับความสนใจมากขึ้น

ประเด็นสำคัญที่ยังต้องติดตาม ได้แก่

  • ยอดผู้ชมจะเพิ่มขึ้นต่อเนื่องหรือไม่ หลังภาพยนตร์ผ่านหลัก 2 ล้านคน
  • นักการเมืองจะผลักดันข้อเรียกร้องด้านกฎหมายหรือการตรวจสอบในรัฐสภาต่อไปอย่างไร
  • ผู้สร้างและผู้ชมจะถกเถียงเรื่องความถูกต้องทางประวัติศาสตร์และเสรีภาพในการสร้างสรรค์ด้วยวิธีใด
  • โรงภาพยนตร์และผู้จัดงานจะจัดการความปลอดภัยอย่างไร หากมีกิจกรรมพบผู้ชมในอนาคต

ข้อเท็จจริงที่เห็นได้ชัดในขณะนี้คือ ภาพยนตร์ยังมีผู้ชมจำนวนมาก แม้เผชิญแรงกดดันทางการเมืองและต้องยกเลิกกิจกรรมหลายรายการ ส่วนข้อถกเถียงเรื่องเนื้อหา ความรับผิด และขอบเขตของการแสดงออกยังคงดำเนินต่อไป