เหรียญเงินที่ได้มาพร้อมประสบการณ์และความสนุก

คิมฮงยอล นักเต้นเบรกกิงชาวเกาหลีใต้ที่รู้จักกันในชื่อ «ฮงเทน» คว้าเหรียญเงินในการแข่งขันเบรกกิงชายของเอเชียนเกมส์ไอจิ–นาโกย่า เมื่อวันที่ 3 ตุลาคม 2026 เขาแพ้ชิเงยูกิ นาการาอิ นักเต้นชาวญี่ปุ่นวัย 24 ปี ด้วยคะแนน 0 ต่อ 3 ในรอบชิงชนะเลิศ

แม้จะพลาดการป้องกันแชมป์ แต่ฮงเทนคว้าเหรียญจากเอเชียนเกมส์ได้เป็นสมัยที่สองติดต่อกัน หลังคว้าเหรียญทองในการแข่งขันที่หางโจวเมื่อปี 2022 ซึ่งจัดขึ้นจริงในปี 2023 การได้เหรียญเงินครั้งนี้จึงเป็นอีกบทพิสูจน์ว่าเขายังคงแข่งขันในระดับสูงได้ แม้ต้องเผชิญหน้ากับนักกีฬารุ่นใหม่ที่อายุน้อยกว่าถึง 18 ปี

«ผมย้อมผมสีทองมา เพราะอยากรับพลังแห่งเหรียญทอง» ฮงเทนกล่าวหลังจบการแข่งขัน พร้อมยอมรับว่ายังรู้สึกเสียดายที่ไม่ได้แชมป์

เปลี่ยนจากการไล่ล่าชัยชนะเป็นการสนุกกับเวที

ฮงเทนบอกว่าเป้าหมายแรกของเขาในครั้งนี้คือการสนุกกับการแข่งขัน และเขาทำสิ่งนั้นได้สำเร็จ ต่างจากเอเชียนเกมส์ครั้งก่อนซึ่งผลการแข่งขันเกี่ยวข้องกับการคว้าสิทธิ์ไปแข่งขันโอลิมปิกที่ปารีส ทำให้เขาจดจ่อกับการเอาชนะจนแทบไม่มีโอกาสดื่มด่ำกับเวที

ครั้งนี้เขาปล่อยให้ร่างกายเคลื่อนไหวไปตามจังหวะ และใช้ประสบการณ์ที่สั่งสมมาตลอดหลายปีสร้างการแสดงที่หนักแน่นและสุขุมขึ้น เสียงเชียร์จากผู้ชมดังเป็นพิเศษระหว่างการแสดงของเขา ฮงเทนยังบอกด้วยว่าเขาน่าจะยิ้มมากที่สุดตลอดการแข่งขันครั้งนี้

«ตั้งแต่ขึ้นสู่รอบชิงชนะเลิศ ร่างกายก็ไม่ค่อยทำตามที่ใจต้องการ แรงเริ่มหายไปเรื่อย ๆ ผมอดคิดไม่ได้ว่าถ้าอายุน้อยลงสักห้าปีคงดี»

การเตรียมตัวที่เข้มข้น แม้ร่างกายต้องรับภาระหนัก

ก่อนการแข่งขัน ฮงเทนฝึกซ้อมอย่างสม่ำเสมอที่ศูนย์ฝึกนักกีฬาทีมชาติจินชอน ตารางของเขามีทั้งการฝึกกล้ามเนื้อในตอนเช้า การซ้อมเต้นในช่วงบ่าย และการฝึกส่วนตัวในตอนเย็น โดยให้ความสำคัญกับการเพิ่มความแข็งแรงและความอึด

เขายังปรับรายละเอียดการเคลื่อนไหวเพื่อให้การแสดงโดดเด่นขึ้น และเพิ่มท่าใหม่เข้าไปในชุดการแสดงด้วย คำว่า «ท็อปร็อก» หมายถึงท่าเต้นในท่ายืนที่มักใช้ก่อนเข้าสู่ท่าเบรกกิงบนพื้น คล้ายกับช่วงเปิดการแสดงที่ช่วยสร้างจังหวะและบุคลิกให้ผู้เต้นก่อนเริ่มท่าที่ต้องใช้แรงมากกว่า

  • การฝึกกำลังช่วยให้ร่างกายรับมือกับการเคลื่อนไหวที่ต้องใช้แรงและการหมุนตัวได้ดีขึ้น
  • การฝึกเต้นซ้ำช่วยให้การเปลี่ยนท่าต่อเนื่องและแม่นยำขึ้น
  • การเพิ่มท่าใหม่ทำให้เขามีวิธีสื่อสารกับผู้ชมมากกว่าการใช้ชุดท่าเดิม

นักเต้นรุ่นใหญ่ที่ยังเรียนรู้จากคนรุ่นใหม่

ฮงเทนไม่ได้มองว่าการเต้นมาหลายสิบปีทำให้เขาหยุดเรียนรู้ ตรงกันข้าม เขาบอกว่าฉากการเต้นเปลี่ยนไปตามรุ่นนักกีฬา และผู้ที่ยึดติดกับวิธีเดิมโดยไม่เปิดรับแนวทางใหม่อาจตามความเปลี่ยนแปลงไม่ทัน

เขากล่าวว่าการสังเกตและเรียนรู้วิธีเต้นของนักกีฬารุ่นเยาว์เป็นหนึ่งในแรงผลักดันให้เขายังเต้นต่อไป การได้พบรูปแบบการเคลื่อนไหวและความคิดสร้างสรรค์แบบใหม่ทำให้การฝึกซ้อมยังสนุกสำหรับเขา และช่วยให้เขาปรับตัวเข้ากับการแข่งขันที่เปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ

«อย่ายึดติดกับวิธีของตัวเองเพียงอย่างเดียว ต้องเปิดรับและเรียนรู้เทรนด์ในปัจจุบัน การได้เรียนรู้จากคนรุ่นใหม่กลับทำให้ผมสนุก และเป็นแรงผลักดันให้เต้นต่อ»

จากการเต้นกับเพื่อนสู่เวทีระดับโลก

ฮงเทนเริ่มเต้นเบรกกิงในช่วงมัธยมต้น โดยเต้นกับเพื่อนที่โรงเรียน ในตอนแรกการเต้นเป็นกิจกรรมสนุก ๆ ที่ทำร่วมกัน แต่เมื่อเขาได้รู้จักผู้คนใหม่และเติบโตผ่านวัฒนธรรมการเต้น สิ่งนี้ก็ค่อย ๆ กลายเป็นส่วนสำคัญของชีวิต

ในปี 2002 เขาคว้าแชมป์การแข่งขันระดับโลก และเป็นนักเต้นชาวเกาหลีใต้คนแรกที่ทำได้ ต่อมาเขายังชนะการแข่งขันเรดบูล บีซี วัน รอบชิงชนะเลิศ ซึ่งเป็นเวทีสำคัญระดับโลกของวงการเบรกกิง ถึงสามครั้งในปี 2006, 2013 และ 2023

เขาบอกว่ายังจำความรู้สึกสำเร็จจากชัยชนะครั้งแรกในปี 2002 ได้จนถึงทุกวันนี้ และการได้ลงแข่งขันในเอเชียนเกมส์ก็เป็นหนึ่งในความทรงจำที่ไม่อาจลืมได้ สำหรับเขา การเดินทางจากการเต้นเล่นกับเพื่อนมาถึงเวทีระดับทวีปไม่ใช่เพียงเรื่องของเหรียญรางวัล แต่เป็นเส้นทางชีวิตที่เปิดโอกาสให้ได้พบผู้คนและเรียนรู้สิ่งใหม่

«ไม่สายเกินไปที่จะเริ่มต้น»

การเห็นนักเต้นวัย 40 กว่ายังคงขึ้นเวทีและคว้าเหรียญจากการแข่งขันระดับทวีป อาจช่วยให้คนที่ลังเลกับการเริ่มต้นสิ่งใหม่มองเห็นความเป็นไปได้อีกแบบหนึ่ง ไม่ว่าจะเป็นการกลับไปเรียน การเริ่มออกกำลังกาย หรือการทำสิ่งที่เคยคิดว่าอายุไม่เหมาะแล้ว ตัวอย่างของฮงเทนชี้ให้เห็นว่าความก้าวหน้าไม่จำเป็นต้องเกิดขึ้นในช่วงวัยเดียวกันสำหรับทุกคน

ฮงเทนหวังว่าความพยายามของเขาจะมอบกำลังใจให้คนที่คิดว่า «ฉันทำไม่ได้» หรือ «เริ่มตอนนี้คงสายเกินไป» เขาอยากแสดงให้เห็นว่าการเริ่มต้นใหม่ยังเกิดขึ้นได้ แม้จะรู้สึกว่าตัวเองมาช้า และหวังว่าการท้าทายของเขาจะกลายเป็นความหวังเล็ก ๆ สำหรับใครบางคน

«ผมอยากแสดงให้เห็นว่า แม้จะคิดว่าสายไปแล้ว ก็ยังเริ่มต้นสิ่งใหม่ได้ ขอให้การท้าทายของผมเป็นกำลังใจและความหวังเล็ก ๆ ให้ใครสักคน»

มองถึงนักเต้นรุ่นถัดไป

ฮงเทนยังส่งกำลังใจให้คนวัย 40 ปีที่กำลังเผชิญช่วงเวลายากลำบาก โดยบอกว่าชีวิตย่อมมีวันที่ดีปะปนกับวันที่เหนื่อยล้า และทุกคนควรพยายามเดินหน้าต่อ เขาเองก็เคยพบช่วงเวลาที่ไม่ง่าย แต่การเต้นช่วยให้กลับมายิ้มได้อีกครั้ง

นอกจากการลงแข่งขัน เขายังเป็นห่วงอนาคตของวงการเบรกกิงเกาหลีใต้ และอยากเห็นนักเต้นจากประเทศของเขากลับมาแข็งแกร่ง เขาพร้อมถ่ายทอดประสบการณ์และความรู้ให้กับนักกีฬารุ่นหลัง โดยหวังว่าจะได้รับการจดจำในฐานะผู้ที่ช่วยรักษาวัฒนธรรมและคุณค่าของการเต้น รวมทั้งสร้างอิทธิพลที่ดีให้คนรุ่นต่อไป

เป้าหมายต่อไปยังคงเป็นการเต้น

หลังจบเอเชียนเกมส์ ฮงเทนเริ่มเตรียมตัวสำหรับการแข่งขันครั้งถัดไป ซึ่งก็คือการแข่งขันกีฬาระดับประเทศของเกาหลีใต้ เขาไม่ได้มองเหรียญเงินเป็นสัญญาณว่าถึงเวลาหยุด แต่เป็นอีกช่วงหนึ่งของเส้นทางที่ยังเดินต่อได้

ความหมายของเหรียญเงิน

ผลการแข่งขันครั้งนี้ยืนยันทั้งความสามารถและความต่อเนื่องของนักกีฬาที่ผ่านประสบการณ์มาหลายยุค ขณะเดียวกัน คำพูดของฮงเทนยังสะท้อนว่าเบรกกิงไม่ได้มีเพียงเรื่องความแข็งแรงหรือท่าหมุนที่ยากเท่านั้น แต่ยังเกี่ยวข้องกับจังหวะ การแสดงออก การเรียนรู้ และความสุขในการเต้น


ประเด็นสำคัญจากการแข่งขัน

  • ฮงเทนคว้าเหรียญเงินเบรกกิงชายในเอเชียนเกมส์ไอจิ–นาโกย่า หลังแพ้ชิเงยูกิ นาการาอิในรอบชิงชนะเลิศด้วยคะแนน 0 ต่อ 3
  • เขาคว้าเหรียญจากเอเชียนเกมส์สองสมัยติดต่อกัน หลังได้เหรียญทองในการแข่งขันครั้งก่อน
  • การฝึกอย่างหนักและการเปิดรับวิธีเต้นของคนรุ่นใหม่ช่วยให้เขายังคงพัฒนาตัวเอง
  • เขาหวังว่าการแข่งขันของตนจะเป็นแรงบันดาลใจให้คนที่คิดว่าอายุหรือเวลาทำให้เริ่มต้นสิ่งใหม่ไม่ได้