เมืองเก่าเชิงจูเปิดฉากการเดินทางด้วยแสงและเสียง

เมืองเชิงจู จังหวัดชุงชองเหนือ ประเทศเกาหลีใต้ เตรียมจัดงานศิลปะสื่อมรดกวัฒนธรรมภายใต้แนวคิด “เปิดขุมทรัพย์ของเชิงจูด้วยแสง” งานจะเริ่มในวันที่ 3 ตุลาคม 2026 และจัดต่อเนื่อง 22 วัน จนถึงวันที่ 24 ตุลาคม

ระหว่างงาน พื้นที่สำคัญในย่านเมืองเก่า ได้แก่ จัตุรัสเสาธงเหล็กวัดยงดูซาจี สวนกลางเมือง และถนนซองอันกิล จะกลายเป็นเส้นทางเดินชมผลงานตั้งแต่เวลา 19.00–22.00 น. ผู้เข้าชมจะได้พบการจัดแสดงที่ใช้แสงและเสียงเล่าเรื่องมรดกทางวัฒนธรรมของเมือง แทนการชมสถานที่เหล่านั้นในฐานะแหล่งประวัติศาสตร์เพียงอย่างเดียว

งานนี้ชวนผู้ชมออกตามหา “ขุมทรัพย์ 9 แห่งของเชิงจู” ผ่านประสบการณ์ยามค่ำคืน โดยเชื่อมสถานที่เก่าแก่เข้ากับงานศิลปะดิจิทัล

เสาธงเหล็กคือจุดเริ่มต้นของการเดินทาง

จุดเด่นแรกของเส้นทางคือ เสาธงเหล็กวัดยงดูซาจี ซึ่งใช้เป็นศูนย์กลางของผลงานจัดแสดง เสาธงลักษณะนี้เป็นเสาสำหรับแขวนธงหรือเครื่องหมายในพื้นที่วัด จึงเป็นทั้งสิ่งก่อสร้างและร่องรอยที่ช่วยให้ผู้คนมองเห็นความสำคัญของสถานที่ในอดีต

เรื่องเล่าของงานเริ่มต้นด้วยภาพเรือใบที่ออกเดินทางโดยมีเสาธงเหล็กเป็นจุดศูนย์กลาง ภาพเรือเชื่อมโยงกับชื่อเก่าของเมืองว่า “จูซอง” ซึ่งมีความหมายว่า “เมืองที่มีรูปร่างคล้ายเรือ” เด็กนักเรียนจากโรงเรียนประถมจูซอง ซึ่งยังคงใช้ชื่อเก่านี้ ได้ร่วมวาดภาพเรือใบสำหรับการจัดแสดงด้วย

แนวคิดดังกล่าวทำให้ประวัติศาสตร์ท้องถิ่นกลายเป็นภาพที่เข้าใจง่าย แทนที่จะรับรู้ชื่อเมืองจากคำอธิบายเพียงอย่างเดียว ผู้ชมสามารถมองเห็นการเดินทางของเรือและใช้ภาพนั้นเป็นจุดตั้งต้นในการสำรวจเรื่องราวของเมือง

งานศิลปะสื่อมรดกวัฒนธรรมคืออะไร

ศิลปะสื่อมรดกวัฒนธรรมคือการนำเทคโนโลยีภาพและเสียงมาใช้เล่าเรื่องสถานที่หรือสิ่งของทางประวัติศาสตร์ ตัวอย่างเช่น การฉายภาพลงบนอาคารหรือสร้างเสียงประกอบตามเส้นทางเดิน เพื่อช่วยให้ผู้ชมรู้สึกเหมือนได้ก้าวเข้าไปในเรื่องราว มากกว่าการอ่านป้ายข้อมูลอย่างเดียว


จากสวนกลางเมืองสู่เรื่องเล่าของชุมชน

หลังออกจากบริเวณเสาธงเหล็ก ผู้เข้าชมสามารถเดินต่อไปยังสวนกลางเมือง ซึ่งมี มังซอนนู และต้นไม้ที่เรียกว่า อับกักซู เป็นจุดสำคัญ มังซอนนูเป็นสถานที่ที่เกี่ยวข้องกับอดีตและการศึกษา ส่วนอับกักซูเป็นต้นไม้ที่ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นอนุสรณ์ธรรมชาติ ทั้งสองแห่งมีเรื่องราวเฉพาะที่งานต้องการนำกลับมาให้ผู้คนได้รู้จัก

เส้นทางยังทอดไปถึงถนนซองอันกิล ซึ่งเป็นย่านใจกลางเมืองเก่า การเดินจากจุดหนึ่งไปอีกจุดหนึ่งจึงไม่ใช่เพียงการชมงานเป็นแห่ง ๆ แต่เป็นการค่อย ๆ เชื่อมโยงสถานที่ ผู้คน และความทรงจำของเมืองเข้าด้วยกัน

  • จัตุรัสเสาธงเหล็กวัดยงดูซาจี: จุดเริ่มต้นของเรื่องเล่าและภาพเรือใบ
  • สวนกลางเมือง: พื้นที่สำรวจเรื่องราวของมังซอนนูและอับกักซู
  • ถนนซองอันกิล: ย่านเมืองเก่าที่มีร้านค้าและพื้นที่ซึ่งนำมาใช้จัดผลงาน

เดินชมพร้อมฟังเรื่องราวผ่านรหัสคิวอาร์

ผู้เข้าชมสามารถใช้รหัสคิวอาร์ หรือภาพรหัสที่โทรศัพท์อ่านได้ เพื่อรับฟังคำอธิบายเกี่ยวกับมรดกวัฒนธรรมตามจุดต่าง ๆ วิธีนี้ทำให้แต่ละคนเลือกเดินชมตามจังหวะของตนเองได้ และช่วยให้ข้อมูลประกอบการชมอยู่ใกล้ตัวโดยไม่จำเป็นต้องพึ่งป้ายขนาดใหญ่ทุกจุด

นอกจากนี้ ยังมีการจัดประสบการณ์เสียงแบบรอบทิศทาง ซึ่งหมายถึงการออกแบบเสียงให้ผู้ฟังรู้สึกราวกับว่าเสียงมาจากหลายทิศทางรอบตัว เมื่อเดินผ่านเสาธงเหล็ก มังซอนนู อับกักซู และถนนซองอันกิล เสียงจึงช่วยสร้างบรรยากาศของการเดินทางผ่านเมืองเก่า

การใช้รหัสคิวอาร์และเสียงประกอบช่วยให้เรื่องราวของสถานที่เข้าถึงง่ายขึ้น แม้ผู้เข้าชมจะไม่คุ้นเคยกับประวัติศาสตร์ของเชิงจูมาก่อน

ร้านค้าและพื้นที่ว่างกลายเป็นส่วนหนึ่งของงาน

ผลงานบางส่วนจะปรากฏในร้านค้าบนถนนซองอันกิลและพื้นที่ร้านค้าที่ปิดว่างอยู่ การนำพื้นที่เหล่านี้มาใช้ทำให้งานไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะอนุสรณ์สถานหรือจัตุรัส แต่กระจายเข้าไปในชีวิตประจำวันของย่านเมืองเก่า ผู้เดินชมจึงอาจพบผลงานโดยไม่คาดคิดระหว่างเดินผ่านร้านค้าและตรอกถนน

การใช้พื้นที่ว่างยังเปิดโอกาสให้สถานที่ซึ่งไม่ได้ใช้งานกลับมามีบทบาทชั่วคราวในชุมชน งานศิลปะจึงทำหน้าที่ทั้งนำเสนอเรื่องราวของอดีตและชวนให้ผู้คนสังเกตพื้นที่รอบตัวในมุมใหม่ อย่างไรก็ตาม รายละเอียดของผลงานแต่ละชิ้นและสถานที่จัดแสดงทั้งหมดไม่ได้ระบุไว้ในข้อมูลที่เผยแพร่


กิจกรรมตลอดช่วงจัดงาน

นอกจากการเดินชมงานแสงและเสียงแล้ว ตลอดช่วงจัดงานยังมีกิจกรรมการแสดงและกิจกรรมให้ผู้เข้าชมมีส่วนร่วม การจัดกิจกรรมควบคู่กับเส้นทางชมมรดกช่วยให้ผู้คนใช้เวลาอยู่ในย่านเมืองเก่าได้นานขึ้น และเปิดทางให้ผู้ชมได้สัมผัสวัฒนธรรมผ่านทั้งการฟัง การมอง และการลงมือทำ

สำหรับผู้วางแผนไปเยือน จุดสำคัญคือการจัดแสดงมีเวลาช่วงค่ำตั้งแต่ 19.00–22.00 น. และครอบคลุมหลายพื้นที่ในเมืองเก่า การเผื่อเวลาเดินระหว่างจุดต่าง ๆ จะช่วยให้ชมงานได้ต่อเนื่อง โดยสามารถใช้คำอธิบายผ่านรหัสคิวอาร์ประกอบการสำรวจ


มรดกท้องถิ่นในรูปแบบที่คนรุ่นใหม่เข้าถึงได้

งานของเชิงจูสะท้อนแนวทางการนำเทคโนโลยีมาช่วยเล่าเรื่องมรดกวัฒนธรรม แทนที่จะเก็บประวัติศาสตร์ไว้ในพิพิธภัณฑ์หรือป้ายข้อมูลเพียงอย่างเดียว เมืองสามารถใช้ภาพ เสียง และพื้นที่สาธารณะทำให้เรื่องราวอยู่ในเส้นทางที่ผู้คนเดินผ่านจริง คล้ายกับการเปลี่ยนถนนสายหนึ่งให้เป็นห้องเรียนกลางแจ้งที่ผู้เข้าชมเลือกสำรวจได้เอง

ผลที่เกิดขึ้นไม่ได้มีเพียงการทำให้สถานที่เก่าดูน่าสนใจขึ้น แต่ยังช่วยเชื่อมมรดกทางวัฒนธรรมเข้ากับร้านค้า ชุมชน และกิจกรรมในย่านเมืองเก่า หากรูปแบบนี้ดึงดูดผู้คนให้กลับมาใช้พื้นที่ในช่วงค่ำได้ ก็อาจช่วยเพิ่มโอกาสให้ผู้มาเยือนได้รู้จักธุรกิจท้องถิ่นและเรื่องราวของเมืองไปพร้อมกัน

ถึงกระนั้น คุณค่าของงานยังขึ้นอยู่กับการรักษาสมดุลระหว่างการใช้เทคโนโลยีกับการเคารพสถานที่ทางประวัติศาสตร์ แสงและเสียงเป็นเครื่องมือช่วยเล่าเรื่อง แต่สิ่งสำคัญคือการทำให้ผู้ชมเข้าใจว่ามรดกแต่ละแห่งมีความหมายต่อเมืองอย่างไร งานครั้งนี้จึงชวนให้มองเชิงจูทั้งในฐานะเมืองร่วมสมัยและพื้นที่ที่ยังเก็บร่องรอยของอดีตไว้