เหรียญเงินที่ยืนยันว่าเขายังไปต่อ
คิมฮงยอล นักเต้นเบรกกิงชาวเกาหลีใต้ผู้ใช้ชื่อในวงการว่า “ฮงเท็น” คว้าเหรียญเงินในการแข่งขันประเภทชายของเอเชียนเกมส์ไอจิ–นาโกย่า 2026 ที่เมืองโทโคนาเมะ ประเทศญี่ปุ่น เขาพ่ายให้กับนาคาราอิ ชิเงยูกิ หรือ “ชิเงคิกซ์” นักเต้นเจ้าภาพ ด้วยคะแนน 0 ต่อ 3 ในรอบชิงชนะเลิศ
ผลการแข่งขันครั้งนี้ทำให้ฮงเท็นพลาดการคว้าเหรียญทองสองสมัยติดต่อกัน แต่เขายังคงมีเหรียญติดมือจากเอเชียนเกมส์เป็นครั้งที่สอง นี่เป็นผลงานสำคัญสำหรับนักกีฬาวัย 41 ปี ในกีฬาที่ต้องใช้แรงระเบิด ความคล่องตัว และการควบคุมร่างกายอย่างต่อเนื่อง
ฮงเท็นไม่ได้กลับบ้านพร้อมเหรียญทอง แต่การได้ขึ้นโพเดียมอีกครั้งแสดงให้เห็นว่าเขายังคงแข่งขันในระดับสูงได้ แม้ต้องเผชิญกับคู่แข่งที่อายุน้อยกว่า
รอบชิงชนะเลิศที่คะแนนบอกเพียงส่วนหนึ่ง
เบรกกิงเป็นการเต้นแข่งขันที่นักเต้นผลัดกันแสดงท่าทางตามจังหวะดนตรี และผู้ตัดสินจะเปรียบเทียบผลงานของทั้งสองฝ่าย การตัดสินไม่ได้ดูเพียงว่าท่าใดยากที่สุด แต่ยังพิจารณาความคิดสร้างสรรค์ การควบคุมร่างกาย จังหวะ และการตอบโต้คู่แข่งด้วย
ช่วงประกาศคะแนนมักเพิ่มความตื่นเต้นให้กับผู้ชม เพราะคะแนนของนักเต้นทั้งสองคนปรากฏขึ้นพร้อมกัน การแข่งขันจึงมีทั้งความเข้มข้นแบบกีฬาและบรรยากาศสนุกสนานคล้ายการแสดงสด ผู้ชมไม่ได้เห็นเพียงการทำท่าตามแผน แต่ยังได้เห็นนักเต้นปรับการแสดงให้เข้ากับเพลงและสถานการณ์ตรงหน้า
แม้ผลรอบชิงจะเป็นฝ่ายชิเงคิกซ์ที่ชนะทั้งสามรอบ แต่ฮงเท็นได้รับเสียงเชียร์อย่างล้นหลาม การตอบรับจากผู้ชมสะท้อนว่าความประทับใจบนเวทีไม่ได้วัดจากเหรียญรางวัลอย่างเดียว หากยังรวมถึงพลังและความรู้สึกที่นักเต้นส่งต่อให้คนดู
จากแชมป์ครั้งก่อนสู่การกลับมาคว้าเหรียญอีกครั้ง
ฮงเท็นเคยคว้าเหรียญทองเบรกกิงชายในการแข่งขันเอเชียนเกมส์ครั้งก่อน ซึ่งจัดขึ้นที่เมืองหางโจวในปี 2023 หลังจากการแข่งขันถูกเลื่อนจากปี 2022 การกลับมาแข่งในปี 2026 จึงเป็นโอกาสให้เขาป้องกันแชมป์ และเป็นบททดสอบว่าประสบการณ์จะช่วยให้เขารับมือกับนักเต้นรุ่นใหม่ได้มากเพียงใด
แม้จะไม่สามารถคว้าเหรียญทองซ้ำได้ แต่เหรียญเงินครั้งนี้ทำให้เขากลายเป็นนักเตะที่ขึ้นโพเดียมเอเชียนเกมส์ติดต่อกันสองครั้ง คำว่า “โพเดียม” หมายถึงพื้นที่รับรางวัลสำหรับผู้ได้อันดับต้น ๆ เช่น แท่นที่นักกีฬาขึ้นไปรับเหรียญ
สำหรับฮงเท็น การแข่งขันครั้งนี้ยังมีความหมายต่างจากครั้งก่อน เขาเล่าว่าการแข่งขันที่หางโจวมีโควตาไปโอลิมปิกเป็นเดิมพัน จึงมุ่งคิดถึงการเอาชนะจนไม่อาจสนุกกับการเต้นได้เต็มที่ แต่คราวนี้เขาตั้งใจปล่อยตัวไปกับการแสดงและเพลิดเพลินกับบรรยากาศมากกว่า
เขาบอกว่าเป้าหมายแรกของตัวเองคือวางเรื่องอื่นไว้ก่อน แล้วสนุกกับการแข่งขันให้เต็มที่ และรู้สึกว่าทำสิ่งนั้นได้สำเร็จ
การฝึกหนักเพื่อรับมือกับข้อจำกัดของร่างกาย
ก่อนเดินทางมาแข่งขัน ฮงเท็นเตรียมตัวอย่างเป็นระบบที่ศูนย์ฝึกนักกีฬาทีมชาติของเกาหลีใต้ โดยฝึกความแข็งแรงในช่วงเช้า ซ้อมเต้นในช่วงบ่าย และฝึกเพิ่มเติมด้วยตัวเองในช่วงเย็น ตารางที่เข้มข้นนี้มีเป้าหมายทั้งเพื่อรักษาความพร้อมและเพิ่มสิ่งที่เขาสามารถแสดงบนเวทีได้
เบรกกิงต้องอาศัยการหมุน การบิดตัว การทรงตัว และการเปลี่ยนท่าทางอย่างรวดเร็ว ผู้เต้นจึงต้องดูแลทั้งกล้ามเนื้อ ความทนทาน และการประสานงานของร่างกาย ยิ่งลงแข่งขันในวัยที่มากขึ้น การจัดการความล้าและการฝึกอย่างเหมาะสมก็ยิ่งสำคัญ เพราะการฝืนร่างกายอาจทำให้ทำท่าได้ไม่เต็มที่
การฝึกของเขาจึงไม่ได้มีแค่การทำท่าซ้ำ ๆ แต่ยังรวมถึงการเสริมกำลังและเตรียมร่างกายให้พร้อมต่อความหนักหน่วงของการแข่งขัน เขาตั้งใจว่าจะนำประสบการณ์จากเอเชียนเกมส์ครั้งก่อนมาพัฒนาการแสดง และทำให้ผู้ชมได้เห็นมิติใหม่ของตัวเอง
เริ่มจากเต้นกับเพื่อน สู่เวทีระดับโลก
ฮงเท็นเริ่มเต้นเบรกกิงตั้งแต่เรียนมัธยมต้นปีที่สอง โดยช่วงแรกเป็นกิจกรรมที่ทำร่วมกับเพื่อนเพื่อความสนุก แต่เมื่อการเต้นพาเขาไปพบผู้คนใหม่ ๆ และทำให้ได้เรียนรู้สิ่งต่าง ๆ มากขึ้น มันก็ค่อย ๆ กลายเป็นส่วนสำคัญของชีวิต
ในปี 2002 เขาคว้าแชมป์การแข่งขันระดับโลก และเป็นนักเต้นชาวเกาหลีใต้คนแรกที่ทำได้ ความสำเร็จครั้งนั้นทำให้ชื่อของเขาเป็นที่รู้จักทั้งในประเทศและต่างประเทศ เขายังชนะการแข่งขันรอบชิงชนะเลิศของเรดบูลบีซีวัน ซึ่งเป็นเวทีสำคัญระดับโลกของเบรกกิง ถึง สามครั้ง ในปี 2006, 2013 และ 2023
ฮงเท็นกล่าวว่าความรู้สึกเมื่อคว้าแชมป์โลกครั้งแรกยังเป็นความทรงจำที่ไม่ลืม และการได้แข่งขันในเอเชียนเกมส์ก็เป็นอีกช่วงเวลาที่มีความหมายในชีวิตนักกีฬา สำหรับคนที่เริ่มต้นจากการเต้นกับเพื่อน เส้นทางยาวนานนี้แสดงให้เห็นว่ากิจกรรมที่ทำด้วยความสนุกสามารถพัฒนาไปเป็นอาชีพและความท้าทายตลอดชีวิตได้
เปิดใจเรียนรู้จากนักเต้นรุ่นใหม่
ฮงเท็นยอมรับว่าโลกของเบรกกิงเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ นักเต้นรุ่นใหม่มีวิธีเคลื่อนไหวและแนวทางการแสดงที่แตกต่างออกไป เขาจึงไม่ต้องการยึดติดกับรูปแบบที่ตัวเองคุ้นเคย แต่พยายามเรียนรู้กระแสใหม่และปรับตัวให้เข้ากับการเปลี่ยนแปลง
การเรียนรู้จากคนที่อายุน้อยกว่าเป็นแรงผลักดันสำคัญของเขา เช่นเดียวกับคนทำงานที่ต้องเรียนรู้เครื่องมือหรือวิธีทำงานใหม่ ๆ เพื่อไม่ให้ความรู้เดิมกลายเป็นข้อจำกัด ฮงเท็นมองว่าการเปิดใจรับแนวทางใหม่ทำให้การเต้นยังคงสนุก และช่วยให้เขายืนหยัดอยู่บนเวทีได้จนถึงวันนี้
เขายังอยากส่งต่อกำลังใจให้ผู้ที่คิดว่าตัวเองเริ่มต้นช้าเกินไป หรือเชื่อว่าตนเองทำบางอย่างไม่ได้เพราะอายุและสถานการณ์ เขาหวังว่าความพยายามของเขาจะทำให้ใครสักคนกล้าลองทำสิ่งใหม่ แม้จะยังไม่แน่ใจว่าจะสำเร็จหรือไม่
“แม้จะคิดว่าสายเกินไป การเริ่มต้นใหม่ก็ยังเป็นไปได้” คือกำลังใจที่ฮงเท็นอยากส่งต่อผ่านการท้าทายตัวเอง
ความสำเร็จที่ไม่ได้มีแค่สีของเหรียญ
ก่อนการแข่งขัน ฮงเท็นย้อมผมเป็นสีทองด้วยความหวังว่าจะช่วยเสริมโชคให้คว้าเหรียญทอง แต่ท้ายที่สุดเขาได้เหรียญเงินแทน ถึงอย่างนั้น เขายังสามารถสนุกกับการเต้นและยิ้มให้กับเวทีได้ ความสุขจากการแสดงจึงไม่ได้หายไปเพียงเพราะผลการแข่งขันไม่ตรงกับที่หวัง
เขาเล่าว่ามีช่วงเวลาที่ยากลำบากในชีวิตหลายครั้ง และการเต้นช่วยให้กลับมายิ้มได้อีกครั้ง เขาหวังว่าผู้ชมที่ได้ดูเบรกกิงจะรู้สึกสนุก ได้พลังใจ หรืออย่างน้อยได้พักจากความเหนื่อยล้าในชีวิตประจำวัน แม้เพียงชั่วครู่
เหรียญเงินที่ไอจิ–นาโกย่าจึงเป็นทั้งหลักฐานของความสำเร็จและส่วนหนึ่งของเรื่องราวที่ยังดำเนินต่อไป ฮงเท็นไม่ได้ประกาศว่าจะหยุดแข่งขันหลังจบเอเชียนเกมส์ครั้งนี้ ตรงกันข้าม เขายังคงเรียนรู้จากนักเต้นรุ่นใหม่และมองหาวิธีพัฒนาตัวเองต่อไป
บทเรียนจากการเดินทางของฮงเท็น
- อายุไม่จำเป็นต้องเป็นเส้นแบ่งของความฝัน หากยังดูแลตัวเองและพร้อมเรียนรู้
- การปรับตัวช่วยให้ไปต่อได้ การรับแนวคิดใหม่อาจทำให้ทักษะเดิมกลับมาสดใหม่
- ความสำเร็จมีหลายรูปแบบ เหรียญรางวัลสำคัญ แต่ความสุขและแรงบันดาลใจที่แบ่งปันให้ผู้อื่นก็มีคุณค่าเช่นกัน
การแข่งขันครั้งนี้จบลงด้วยเหรียญเงิน แต่สำหรับฮงเท็น การเต้นยังไม่หยุดอยู่แค่นั้น เขายังคงก้าวขึ้นเวทีเพื่อค้นพบสิ่งใหม่ และหวังว่าการเดินทางของตัวเองจะช่วยให้คนอื่นกล้าเริ่มต้นในวันที่คิดว่าสายเกินไป



















