การประชุมเอเชียฟิวเจอร์ฟอรัมครั้งที่ 17 (아시아미래포럼) ซึ่งจัดโดยหนังสือพิมพ์ฮันกยอเร (한겨레신문사) จะจัดขึ้นในวันที่ 28 ตุลาคม 2026 ณ ศูนย์ประชุมระหว่างประเทศของหอการค้าและอุตสาหกรรมเกาหลี (대한상공회의소) ภายใต้หัวข้อ “ยุคแห่งความพลิกผัน: เส้นทางสู่การเป็นประเทศผู้นำ” ศาสตราจารย์คิม ยังฮี จากมหาวิทยาลัยแทกู (대구대) เตรียมกล่าวปาฐกถาหลักในหัวข้อ “ระเบียบเศรษฐกิจโลกที่ไร้เสถียรภาพกับการรับมือด้านความมั่นคงทางเศรษฐกิจของเกาหลีใต้” ศาสตราจารย์คิมเสนอให้ใช้ขีดความสามารถด้านการผลิตของเกาหลีใต้เป็นอำนาจต่อรองในการร่วมมือกับสหรัฐฯ พร้อมระบุว่าจำเป็นต้องมีระบบนโยบายที่จะเชื่อมโยงการลงทุนในสหรัฐฯ เข้ากับอิสระเชิงยุทธศาสตร์ โดยประเมินทั้งประโยชน์และความเสี่ยงของการลงทุน

ภูมิหลังและบริบท

ตามรายงาน ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ของสหรัฐฯ ประกาศเมื่อวันที่ 30 ของเดือนที่แล้วว่า เกาหลีใต้จะลงทุน 54,000 ล้านดอลลาร์ในโครงการพัฒนาก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG หรือเชื้อเพลิงที่ทำจากการทำให้ก๊าซธรรมชาติเหลว) ในอะแลสกา นอกจากนี้ มูลค่าการส่งออกของเกาหลีใต้ในเดือนกันยายนยังสูงกว่า 120,000 ล้านดอลลาร์ ทำสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์เมื่อเทียบเป็นรายเดือน และรายงานคาดการณ์ว่าเมื่อถึงสิ้นปี เกาหลีใต้จะเป็นประเทศที่มีมูลค่าการส่งออกสินค้าแตะ 1 ล้านล้านดอลลาร์ต่อปีเป็นประเทศที่ 4 ของโลก รองจากสหรัฐฯ จีน และเยอรมนี ตัวเลขคาดการณ์การส่งออกนี้เป็นการคาดการณ์ ณ เวลาที่เขียนรายงาน และหลักฐานที่นำเสนอในที่นี้ยังไม่เพียงพอที่จะระบุได้ว่าจะทำได้จริงหรือไม่

ศาสตราจารย์คิมกล่าวว่าไม่ควรมองสถานการณ์นี้ว่าเกาหลีใต้มีแต่สิ่งที่จะต้องยกให้สหรัฐฯ มากขึ้น แต่ควรมองว่าขีดความสามารถของเกาหลีใต้ที่สหรัฐฯ ต้องการนั้นเพิ่มขึ้นแล้ว เธออธิบายว่า ขีดความสามารถด้านการผลิตในสาขาเซมิคอนดักเตอร์ การต่อเรือ การผลิตพลังงานนิวเคลียร์ การกลั่นน้ำมัน และแบตเตอรี่ สามารถเป็นอำนาจต่อรองในกลุ่มพันธมิตรของสหรัฐฯ ได้ อย่างไรก็ตาม การมีขีดความสามารถด้านการผลิตไม่ได้ทำให้เกิดอำนาจต่อรองขึ้นโดยอัตโนมัติ ศาสตราจารย์คิมระบุว่าจำเป็นต้องมียุทธศาสตร์กำหนดว่าจะแลกเปลี่ยนขีดความสามารถดังกล่าวภายใต้เงื่อนไขใด และจะตรวจสอบประโยชน์ที่ได้รับอย่างไร

ศาสตราจารย์คิมเสนอว่าเกาหลีใต้ควรมุ่งเป็น “ประเทศปมยุทธศาสตร์” ซึ่งทำหน้าที่เป็นจุดเชื่อมสำคัญที่ยากจะทดแทนในเครือข่ายเศรษฐกิจ เทคโนโลยี และความมั่นคง พร้อมเปลี่ยนสถานะดังกล่าวให้เป็นแหล่งที่มาของอิสระเชิงยุทธศาสตร์ “ปม” หมายถึงจุดสำคัญที่เครือข่ายหลายส่วนมาบรรจบกัน กล่าวอีกอย่างคือ เป้าหมายไม่ใช่เพียงให้เกาหลีใต้มีบทบาทสำคัญในห่วงโซ่อุปทานหรืออุตสาหกรรม แต่ต้องเปลี่ยนบทบาทนั้นให้กลายเป็นพื้นที่สำหรับเลือกแนวนโยบายด้วย

ความหมายของข่าวนี้

ประเด็นไม่ได้อยู่แค่ว่าจะลงทุนในสหรัฐฯ หรือไม่ แม้การลงทุนจะมีมูลค่าสูง แต่หากไม่สามารถระบุประโยชน์อย่างเป็นรูปธรรม เช่น การมีส่วนร่วมของบริษัทเกาหลีใต้ การเสริมสร้างขีดความสามารถของอุตสาหกรรม หรือการเข้าถึงห่วงโซ่อุปทาน พลังงาน และเทคโนโลยี ความเชื่อมโยงระหว่างการลงทุนกับอิสระเชิงยุทธศาสตร์ก็อาจไม่ชัดเจน ในทางกลับกัน หากประเมินโครงการจากผลตอบแทนทางการเงินเพียงอย่างเดียว ก็อาจมองข้ามผลที่คาดหวังในด้านนโยบายอุตสาหกรรมหรือความมั่นคงทางเศรษฐกิจ ศาสตราจารย์คิมกล่าวว่าควรแยกประเมินและพิจารณาร่วมกันทั้งประโยชน์ทางการเงิน (F) ประโยชน์ด้านนโยบายอุตสาหกรรม (I) และประโยชน์ด้านความมั่นคงทางเศรษฐกิจ (ES)

อย่างไรก็ตาม นั่นไม่ได้หมายความว่าสามารถมองข้ามผลได้ผลเสียทางการเงินได้ ศาสตราจารย์คิมอธิบายว่าควรกำหนดให้ประโยชน์ทางการเงินเป็นเงื่อนไขจำเป็น แล้วขยายขอบเขตการประเมินให้ครอบคลุมประโยชน์ด้านนโยบายอุตสาหกรรมและความมั่นคงทางเศรษฐกิจด้วย เพราะหากประโยชน์ทางการเงินมีความเปราะบาง แต่เน้นย้ำเฉพาะประโยชน์ด้านอื่น ก็อาจบดบังความเสี่ยงของการลงทุนได้ สำหรับผู้อ่าน สิ่งสำคัญไม่ใช่ดูเพียงยอดรวมที่ประกาศลงทุน แต่ต้องดูด้วยว่าคาดหวังผลตอบแทน โอกาสทางอุตสาหกรรม และผลด้านความมั่นคงทางเศรษฐกิจแบบใด รวมถึงมีการเปิดเผยวิธีตรวจสอบความคาดหวังเหล่านั้นหรือไม่

หลักการจัดสรรเงินลงทุนก้อนต่อไปก็สำคัญเช่นกัน ศาสตราจารย์คิมเน้นย้ำว่า การโอนเงินครั้งถัดไปควรเป็นการตัดสินใจลงทุนครั้งใหม่โดยอาศัยข้อมูลใหม่ ไม่ใช่การต่ออายุคำมั่นเดิมโดยอัตโนมัติ หากข้อมูลเกี่ยวกับเงื่อนไขหรือความเสี่ยงของโครงการเปลี่ยนไป ก็ควรสามารถพัก ลด หรือยุติการลงทุนเพิ่มเติมได้ เพื่อไม่ให้เงินที่ลงทุนไปแล้วกลายเป็นข้อบังคับต่อการตัดสินใจในอนาคต ตัวอย่างเช่น หากมีข้อมูลใหม่เกี่ยวกับผลตอบแทนที่คาดการณ์ไว้หรือเงื่อนไขความรับผิดชอบ ก่อนพิจารณาจัดสรรเงินก้อนต่อไปให้โครงการใดโครงการหนึ่ง ก็จำเป็นต้องทบทวนข้อมูลนั้นแยกจากคำมั่นเดิม แล้วตัดสินใจว่าจะลงทุนต่อหรือไม่

เรื่องนี้เกี่ยวข้องไม่เพียงกับอำนาจต่อรองของรัฐบาล แต่ยังเกี่ยวกับว่าใครเป็นผู้ตัดสินใจ ใช้ข้อมูลใดประกอบการพิจารณา และสามารถตรวจสอบผลการตัดสินใจในภายหลังได้หรือไม่ ศาสตราจารย์คิมชี้ว่าเกาหลีใต้ยังขาดยุทธศาสตร์ภาพรวมสำหรับประสานกฎหมายและนโยบายที่เกี่ยวข้องกับห่วงโซ่อุปทาน เทคโนโลยี และอุตสาหกรรม พร้อมเสนอให้มีที่ปรึกษาอาวุโสด้านความมั่นคงทางเศรษฐกิจใต้หัวหน้าสำนักประธานาธิบดี และจัดตั้งคลังสมองด้านความมั่นคงทางเศรษฐกิจภายในรัฐบาล นี่เป็นข้อเสนอเชิงนโยบายของศาสตราจารย์คิม ไม่ได้หมายความว่ามีการจัดตั้งหน่วยงานดังกล่าวแล้ว

ข้อมูลเกี่ยวกับระบบและมาตรการสนับสนุนที่เกี่ยวข้อง

ในรายงาน ศาสตราจารย์คิมกล่าวถึงกฎหมายด้านความมั่นคงทางเศรษฐกิจ ได้แก่ “กฎหมาย 3 ฉบับว่าด้วยห่วงโซ่อุปทาน” (공급망 3법) “กฎหมาย 4 ฉบับว่าด้วยเทคโนโลยี” (기술 4법) และกฎหมายส่งเสริมอุตสาหกรรมรายสาขา “กฎหมาย 3 ฉบับว่าด้วยห่วงโซ่อุปทาน” หมายถึงกฎหมายพิเศษว่าด้วยวัสดุ ชิ้นส่วน และอุปกรณ์ (소재·부품·장비 특별법) กฎหมายพื้นฐานว่าด้วยห่วงโซ่อุปทาน (공급망 기본법) และกฎหมายพิเศษว่าด้วยความมั่นคงด้านทรัพยากร (자원안보 특별법) ส่วน “กฎหมาย 4 ฉบับว่าด้วยเทคโนโลยี” หมายถึงกฎหมายส่งเสริมเทคโนโลยีเชิงยุทธศาสตร์ระดับชาติ (국가전략기술육성법) กฎหมายจำกัดพิเศษด้านภาษี (조세특례제한법) กฎหมายอุตสาหกรรมยุทธศาสตร์ขั้นสูงระดับชาติ (국가첨단전략산업법) และกฎหมายคุ้มครองเทคโนโลยีอุตสาหกรรม (산업기술보호법) ศาสตราจารย์คิมวินิจฉัยว่า แม้จะมีการออกกฎหมายที่เกี่ยวข้องเพิ่มขึ้นเพื่อตอบสนองต่อแรงกระแทกจากภายนอก แต่ยังขาดยุทธศาสตร์ภาพรวมที่จะกำหนดลำดับความสำคัญและประสานกฎหมายกับนโยบายต่าง ๆ

ในประเด็นการประเมินการลงทุนในสหรัฐฯ รายงานยังกล่าวถึงเกณฑ์ “ความสมเหตุสมผลทางการค้า” ในกฤษฎีกาบังคับใช้กฎหมายพิเศษ ตามรายงาน เกณฑ์นี้หมายถึงกระแสเงินสดที่สามารถชำระเงินต้นและดอกเบี้ยได้ครบถ้วน จากรายรับรวมที่คาดว่าจะจัดสรรให้เกาหลีใต้ตลอดอายุโครงการ ศาสตราจารย์คิมไม่ได้เสนอให้ยกเลิกหรือลดเกณฑ์ทางการเงินนี้ แต่เสนอให้ถือประโยชน์ทางการเงินเป็นเงื่อนไขจำเป็น และประเมินโดยวัดประโยชน์ด้านนโยบายอุตสาหกรรมและความมั่นคงทางเศรษฐกิจเพิ่มเติมด้วย

กลไกตรวจสอบที่เธอเสนอคือการกำหนดให้ประโยชน์ต่าง ๆ เป็นตัวชี้วัดที่วัดผลได้ และขยายขอบเขตการเปิดเผยข้อมูลบันทึก นอกจากนี้ยังกล่าวว่าควรเปิดทางให้พักหรือลดเงินลงทุนก้อนต่อไป หากข้อมูลใหม่ทำให้เหตุผลในการตัดสินใจเดิมใช้ไม่ได้ จากข้อมูลในรายงานเพียงอย่างเดียว ยังยืนยันไม่ได้ว่ารัฐบาลนำตัวชี้วัดใดมาใช้จริงแล้วหรือไม่ และได้กำหนดเงื่อนไขการลงทุนกับกำหนดการจัดสรรเงินที่เป็นรูปธรรมสำหรับโครงการในอะแลสกาแล้วหรือไม่

ข้อเท็จจริงที่ยืนยันได้และสิ่งที่ยังไม่ทราบ

ข้อเท็จจริงที่ยืนยันได้

  • การประชุมเอเชียฟิวเจอร์ฟอรัมครั้งที่ 17 จะจัดขึ้นในวันที่ 28 ตุลาคม 2026 ณ ศูนย์ประชุมระหว่างประเทศของหอการค้าและอุตสาหกรรมเกาหลี
  • ศาสตราจารย์คิม ยังฮี เตรียมกล่าวปาฐกถาหลักในหัวข้อการรับมือด้านความมั่นคงทางเศรษฐกิจของเกาหลีใต้ในงานประชุม
  • ตามรายงาน ประธานาธิบดีทรัมป์ประกาศว่าเกาหลีใต้จะลงทุน 54,000 ล้านดอลลาร์ในโครงการพัฒนา LNG ในอะแลสกา
  • ศาสตราจารย์คิมเสนอให้ประเมินประโยชน์ทางการเงิน ด้านนโยบายอุตสาหกรรม และด้านความมั่นคงทางเศรษฐกิจของการลงทุนในสหรัฐฯ ร่วมกัน และให้ตัดสินใจจัดสรรเงินก้อนต่อไปโดยอาศัยข้อมูลใหม่
  • ศาสตราจารย์คิมเสนอให้จัดตั้งที่ปรึกษาอาวุโสด้านความมั่นคงทางเศรษฐกิจและคลังสมองด้านความมั่นคงทางเศรษฐกิจภายในรัฐบาล รวมถึงจัดทำตัวชี้วัดประโยชน์และขยายการเปิดเผยข้อมูลบันทึก

สิ่งที่ยังไม่ทราบ

  • ยังไม่มีการระบุเงื่อนไขการลงทุนของเกาหลีใต้ในโครงการ LNG ที่อะแลสกาและกำหนดการจัดสรรเงินที่เป็นรูปธรรม
  • ยังยืนยันไม่ได้ว่ารัฐบาลจะใช้ตัวชี้วัดใดในการประเมินประโยชน์ทั้งสามด้านของการลงทุนในสหรัฐฯ
  • ข้อมูลที่นำเสนอชุดนี้ไม่ได้ระบุว่าการส่งออกสินค้ารายปีจะถึง 1 ล้านล้านดอลลาร์ตามที่รายงานคาดการณ์ไว้หรือไม่

สิ่งที่ผู้อ่านควรตรวจสอบ

  • เมื่อพิจารณาข่าวประกาศการลงทุนในสหรัฐฯ ควรดูไม่เพียงยอดรวม แต่รวมถึงขอบเขตการมีส่วนร่วมของบริษัทเกาหลีใต้ ผลตอบแทนที่คาดหวัง และความสามารถในการตรวจสอบประโยชน์ด้านนโยบายอุตสาหกรรมและความมั่นคงทางเศรษฐกิจ
  • ควรตรวจสอบว่าการจัดสรรเงินก้อนต่อไปเป็นเพียงการต่ออายุคำมั่นเดิมโดยอัตโนมัติ หรือเป็นการตัดสินใจแยกต่างหากที่ผ่านการพิจารณาข้อมูลใหม่และความเสี่ยงแล้ว
  • การพิจารณาว่ามีตัวชี้วัดสำหรับตรวจสอบการตัดสินใจลงทุนและกำหนดขอบเขตการเปิดเผยข้อมูลบันทึกไว้หรือไม่ จะช่วยประเมินได้ว่าขีดความสามารถด้านการผลิตเชื่อมโยงไปสู่อำนาจต่อรองและอิสระเชิงยุทธศาสตร์ได้จริงหรือไม่