สังคมสูงวัยทำให้การดูแลระยะยาวเป็นโจทย์เร่งด่วน

ญี่ปุ่นกำลังเผชิญคำถามสำคัญว่าใครควรรับภาระค่าใช้จ่ายในการดูแลผู้สูงอายุที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง รัฐบาลกำลังหารือเรื่องการขยายจำนวนผู้ใช้บริการที่ต้องจ่ายค่าดูแลระยะยาวด้วยตนเองในอัตราร้อยละ 20 จากระบบปัจจุบันที่ส่วนใหญ่กำหนดให้จ่ายร้อยละ 10

ประเด็นนี้สำคัญขึ้นเมื่อจำนวนผู้สูงอายุเพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ข้อมูลที่กระทรวงสาธารณสุข แรงงาน และสวัสดิการของญี่ปุ่นเผยแพร่ในวันที่ 21 กันยายน ซึ่งตรงกับวันเคารพผู้สูงอายุ ระบุว่า คนญี่ปุ่นอายุ 100 ปีขึ้นไปมีจำนวน 107,677 คน นับเป็นครั้งแรกที่ยอดรวมเกิน 100,000 คน

จำนวนผู้มีอายุ 100 ปีขึ้นไปที่เพิ่มขึ้นสะท้อนความสำเร็จด้านอายุขัย แต่ก็ทำให้ความต้องการบริการดูแลและเงินสำหรับจัดบริการสูงขึ้นตามไปด้วย

จากหลักร้อยสู่มากกว่าหนึ่งแสนคน

ญี่ปุ่นเริ่มเก็บสถิติผู้มีอายุ 100 ปีขึ้นไปในปี 1963 ขณะนั้นมีเพียง 153 คน แต่ตลอด 63 ปีที่ผ่านมา จำนวนเพิ่มขึ้นมากกว่า 700 เท่า ในกลุ่มผู้มีอายุหนึ่งศตวรรษนี้ ผู้หญิงมีสัดส่วนประมาณ ร้อยละ 88

อายุที่ยืนยาวขึ้นไม่ได้หมายความว่าทุกคนต้องการความช่วยเหลือในระดับเดียวกัน อย่างไรก็ตาม เมื่อมีผู้สูงอายุจำนวนมากขึ้น ความต้องการบริการบางอย่างก็มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นด้วย เช่น การช่วยทำกิจวัตรประจำวัน การดูแลที่บ้าน หรือการใช้สถานดูแลระยะยาว


ค่าใช้จ่ายระบบดูแลเพิ่มขึ้นราวสามเท่า

ญี่ปุ่นใช้ระบบประกันดูแลระยะยาว หรือประกันไคโกะ มาตั้งแต่ปี 2000 ระบบนี้ช่วยแบ่งค่าใช้จ่ายในการรับบริการดูแลระหว่างผู้ใช้บริการกับระบบประกัน คล้ายการนำเงินสมทบจากหลายฝ่ายมารวมกัน เพื่อช่วยให้ผู้ที่ต้องการความช่วยเหลือเข้าถึงบริการได้โดยไม่ต้องรับค่าใช้จ่ายทั้งหมดเพียงลำพัง

แต่จำนวนเงินที่ระบบใช้จ่ายเพิ่มขึ้นมาก ค่าใช้จ่ายสำหรับสิทธิประโยชน์ด้านการดูแลในปี 2024 อยู่ที่ 13.2973 ล้านล้านเยน หรือราว 100 ล้านล้านวอน สูงกว่าระดับในปี 2000 ประมาณสามเท่า

การเพิ่มขึ้นนี้เกิดขึ้นท่ามกลางความท้าทายสองด้าน ด้านหนึ่งคือจำนวนผู้สูงอายุที่ต้องการบริการ อีกด้านคือการรักษาความสามารถของระบบในการจ่ายเงินให้บริการเหล่านั้นต่อไปในระยะยาว หากรายจ่ายเพิ่มเร็วกว่าทรัพยากรที่นำมาสนับสนุน รัฐบาลก็ต้องพิจารณาว่าจะปรับเงินสมทบ วิธีแบ่งค่าใช้จ่าย หรือเกณฑ์การร่วมจ่ายอย่างไร

ผู้ใช้บริการจ่ายเท่าไรในปัจจุบัน

โดยหลักแล้ว ผู้ใช้บริการประกันดูแลระยะยาวจ่ายค่าใช้จ่ายเอง ร้อยละ 10 ส่วนผู้มีรายได้สูงกว่าระดับที่กำหนดต้องจ่ายร้อยละ 20 หรือร้อยละ 30 ตามเกณฑ์รายได้ การหารือครั้งนี้มุ่งพิจารณาว่าควรขยายกลุ่มผู้ที่ต้องจ่ายในอัตราร้อยละ 20 หรือไม่

  • ผู้ใช้บริการส่วนใหญ่จ่ายเองในอัตราร้อยละ 10
  • ผู้มีรายได้ถึงเกณฑ์ที่กำหนดจ่ายเองร้อยละ 20 หรือร้อยละ 30
  • ข้อเสนอที่กำลังถกเถียงคือการเพิ่มจำนวนผู้ที่อยู่ในกลุ่มจ่ายร้อยละ 20

ฝ่ายหนึ่งชี้ว่าคนที่มีกำลังจ่ายควรรับภาระเพิ่ม

เมื่อวันที่ 18 กันยายน กระทรวงสาธารณสุข แรงงาน และสวัสดิการจัดประชุมคณะอนุกรรมการประกันดูแลระยะยาว ภายใต้สภาที่ปรึกษาด้านประกันสังคม และนำเรื่องการร่วมจ่ายค่าบริการเข้าสู่วาระหารือ

ฝ่ายที่สนับสนุนการขยายกลุ่มผู้จ่ายร้อยละ 20 เห็นว่า ภาระเงินสมทบของคนวัยทำงานสูงจนเข้าใกล้ขีดจำกัดแล้ว จึงควรปรับระบบโดยเร็ว และเพิ่มหลักการให้ผู้ที่มีกำลังจ่ายมากกว่ารับภาระมากกว่า หลักการนี้เรียกว่า การแบ่งภาระตามความสามารถในการจ่าย หมายถึงการกำหนดส่วนที่ต้องจ่ายโดยคำนึงถึงฐานะของแต่ละคน ไม่ใช่กำหนดให้ทุกคนรับภาระเท่ากัน

ผู้สนับสนุนมองว่า หากผู้มีรายได้หรือความสามารถทางการเงินสูงขึ้นร่วมจ่ายเพิ่ม ก็อาจช่วยบรรเทาภาระที่ตกอยู่กับผู้จ่ายเงินสมทบและช่วยพยุงงบประมาณระบบ อย่างไรก็ตาม การปรับเกณฑ์จำเป็นต้องตอบให้ได้ด้วยว่า รายได้ระดับใดควรถือว่ามีกำลังจ่าย และควรคุ้มครองผู้ที่มีเงินออมจำกัดอย่างไร

ข้อถกเถียงไม่ได้อยู่แค่การเพิ่มหรือลดตัวเลข แต่รวมถึงคำถามว่าใครควรรับผิดชอบค่าใช้จ่ายของระบบ และจะป้องกันไม่ให้ผู้ที่เปราะบางเสียโอกาสเข้าถึงการดูแลได้อย่างไร

ฝ่ายคัดค้านเตือนเรื่องการลดหรือเลิกใช้บริการ

ฝ่ายที่ต้องการให้พิจารณาอย่างระมัดระวังยอมรับว่า การเพิ่มเงินที่ผู้ใช้บริการจ่ายเองอาจช่วยลดแรงกดดันทางการเงินต่อระบบได้ แต่เตือนว่าผู้สูงอายุที่มีรายได้น้อยอาจรับภาระไม่ไหว ผลที่ตามมาอาจไม่ใช่เพียงการจ่ายเงินมากขึ้น แต่อาจเป็นการลดจำนวนครั้งที่ใช้บริการ หรือเลิกใช้บริการที่จำเป็นไปเลย

ตัวอย่างเช่น หากผู้สูงอายุต้องจ่ายเองเพิ่มขึ้นทุกครั้งที่ได้รับบริการดูแลที่บ้าน ครอบครัวอาจต้องตัดสินใจว่าจะลดชั่วโมงการช่วยเหลือหรือไม่ การลดบริการอาจทำให้ผู้สูงอายุได้รับความช่วยเหลือน้อยลง และเพิ่มภาระให้คนในครอบครัวที่ต้องดูแลแทน นี่คือความเสี่ยงที่ฝ่ายคัดค้านต้องการให้รัฐบาลประเมินก่อนเปลี่ยนเกณฑ์

นอกจากนี้ ค่าครองชีพที่สูงขึ้นยังทำให้การประเมินความสามารถในการจ่ายซับซ้อนกว่าเดิม รายได้ที่ดูเพียงพอเมื่อหลายปีก่อนอาจเหลือใช้จริงน้อยลง เมื่อค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวันเพิ่มขึ้น ฝ่ายคัดค้านจึงเห็นว่าไม่ควรปรับอัตราร่วมจ่ายโดยยังไม่ตรวจสอบว่าผู้สูงอายุแต่ละกลุ่มรับภาระได้มากน้อยเพียงใด


เลื่อนการตัดสินใจมาแล้วหลายครั้ง

การขยายกลุ่มผู้ร่วมจ่ายร้อยละ 20 ไม่ใช่เรื่องใหม่ รัฐบาลญี่ปุ่นหารือประเด็นนี้มาตั้งแต่ปี 2022 แต่ยังหาข้อสรุปไม่ได้หลายครั้ง การตัดสินใจถูกเลื่อนท่ามกลางปัจจัยต่าง ๆ ทั้งการเลือกตั้งท้องถิ่น การคัดค้านจากภาคธุรกิจและผู้เกี่ยวข้องกับบริการดูแล ค่าครองชีพที่สูงขึ้น และการหารือเรื่องแหล่งเงินสำหรับสวัสดิการด้านอื่น

อย่างไรก็ตาม แนวนโยบายเศรษฐกิจและการปฏิรูปการคลังประจำปี 2026 ซึ่งคณะรัฐมนตรีเห็นชอบในเดือนกรกฎาคม ระบุให้ทบทวนเกณฑ์พิจารณาการจ่ายร้อยละ 20 ในระบบประกันดูแลระยะยาว และให้ได้ข้อสรุป ภายในปี 2026

นี่จึงเป็นอีกครั้งที่รัฐบาลต้องพยายามเปลี่ยนการหารือให้กลายเป็นคำตัดสิน หลังจากเรื่องนี้ถูกเลื่อนมาแล้วหลายรอบ คำถามสำคัญคือรัฐบาลจะกำหนดเกณฑ์ใหม่ได้หรือไม่ และจะออกแบบมาตรการคุ้มครองผู้สูงอายุรายได้น้อยควบคู่กันอย่างไร

สิ่งที่ต้องชั่งน้ำหนักในการตัดสินใจ

  • ความมั่นคงทางการเงินของระบบ: เงินที่ใช้จ่ายต้องเพียงพอต่อบริการในระยะยาว
  • ความเป็นธรรมในการแบ่งภาระ: ควรพิจารณาความสามารถในการจ่ายของผู้ใช้บริการแต่ละกลุ่ม
  • การเข้าถึงบริการจำเป็น: การจ่ายเพิ่มไม่ควรทำให้ผู้สูงอายุต้องสละการดูแลที่จำเป็น
  • ผลกระทบต่อครอบครัว: เมื่อบริการลดลง ภาระการดูแลอาจย้ายไปอยู่กับสมาชิกในครอบครัว

บททดสอบของรัฐสวัสดิการในสังคมสูงวัย

ญี่ปุ่นกำลังเผชิญโจทย์ที่ประเทศซึ่งมีประชากรสูงวัยจำนวนมากอาจต้องพบเช่นกัน นั่นคือจะรักษาบริการดูแลให้เพียงพอได้อย่างไร เมื่อจำนวนผู้ต้องการความช่วยเหลือและค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ขณะเดียวกันก็ต้องไม่ผลักภาระมากเกินไปให้คนวัยทำงานหรือผู้สูงอายุที่มีรายได้น้อย

การปรับอัตราร่วมจ่ายอาจช่วยเพิ่มเงินที่ผู้ใช้บริการนำมาสมทบ แต่เพียงมาตรการเดียวอาจไม่ตอบคำถามทั้งหมด รัฐบาลยังต้องพิจารณาว่าเกณฑ์รายได้สะท้อนฐานะจริงหรือไม่ ค่าครองชีพได้รับการคำนึงถึงเพียงพอหรือยัง และจะติดตามผลอย่างไรหากผู้สูงอายุเริ่มลดการใช้บริการ

จุดสมดุลที่ญี่ปุ่นต้องหา คือการทำให้ระบบดูแลระยะยาวดำเนินต่อไปได้ โดยไม่ทำให้ผู้สูงอายุที่ต้องพึ่งพาบริการถูกผลักออกจากการดูแลที่จำเป็น

การตัดสินใจที่คาดว่าจะเกิดขึ้นภายในปี 2026 จึงไม่ได้มีความหมายเพียงว่าจะเพิ่มเงินที่ผู้ใช้บริการต้องจ่ายหรือไม่ แต่ยังเป็นการกำหนดทิศทางว่า ญี่ปุ่นจะจัดสรรความรับผิดชอบระหว่างผู้ใช้บริการ คนวัยทำงาน และระบบสวัสดิการอย่างไรในสังคมที่มีผู้สูงอายุเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง