ค่าปรับรวมเกือบ 18,600 ล้านวอน

สายการบินอาเซียนาและโคเรียนแอร์ถูกเรียกเก็บ ค่าปรับบังคับให้ปฏิบัติตามเงื่อนไขควบรวมกิจการรวม 18,578.6 ล้านวอน ในช่วงปี 2023 ถึงเดือนสิงหาคม 2026 โดยยอดดังกล่าวสูงที่สุดในบรรดาบริษัทที่ถูกเรียกเก็บค่าปรับและเงินบังคับตามข้อมูลที่เปิดเผย

เงินบังคับตามเงื่อนไขคือมาตรการที่หน่วยงานรัฐใช้เมื่อบริษัทไม่ทำตามข้อกำหนดที่ผูกไว้กับการอนุมัติ เช่นเดียวกับการกำหนดให้บริษัทจ่ายเงินเมื่อไม่ปฏิบัติตามคำสั่ง เพื่อกระตุ้นให้แก้ไขพฤติกรรม ไม่ใช่เพียงค่าธรรมเนียมทั่วไป

อาเซียนาถูกเรียกเก็บเงินบังคับสองครั้ง ส่วนโคเรียนแอร์ถูกเรียกเก็บหนึ่งครั้ง ยอดรวมของทั้งสองบริษัทอยู่ที่ประมาณ 18,578.6 ล้านวอน

อาเซียนาเป็นอันดับหนึ่งจากยอดเรียกเก็บครั้งใหญ่

อาเซียนาอยู่ในอันดับหนึ่งของรายชื่อบริษัทที่ถูกเรียกเก็บเงินบังคับสูงสุด โดยมีคำสั่งเมื่อวันที่ 18 กรกฎาคมปีก่อนให้จ่าย 12,104.5 ล้านวอน ส่วนโคเรียนแอร์อยู่ในอันดับสอง ถูกเรียกเก็บ 5,885.6 ล้านวอน เมื่อวันที่ 19 ธันวาคมปีเดียวกัน

ในวันเดียวกัน อาเซียนายังถูกเรียกเก็บเพิ่มอีก 588.5 ล้านวอน ทำให้ยอดของสองสายการบินรวมกันแตะระดับ 18,578.6 ล้านวอน ตัวเลขนี้สะท้อนว่าการไม่ทำตามเงื่อนไขในการควบรวมอาจสร้างภาระทางการเงินจำนวนมาก แม้กิจการจะได้รับอนุมัติให้รวมกันแล้วก็ตาม

สรุปยอดเงินบังคับ

  • อาเซียนา: 12,104.5 ล้านวอน จากคำสั่งเมื่อวันที่ 18 กรกฎาคม
  • โคเรียนแอร์: 5,885.6 ล้านวอน จากคำสั่งเมื่อวันที่ 19 ธันวาคม
  • อาเซียนา: 588.5 ล้านวอน จากคำสั่งเมื่อวันที่ 19 ธันวาคม
  • ยอดรวมของทั้งสองบริษัท: 18,578.6 ล้านวอน

เงื่อนไขควบรวมเน้นคุมค่าโดยสารและจำนวนที่นั่ง

หน่วยงานกำกับการแข่งขันทางการค้าของเกาหลีใต้อนุมัติการควบรวมกิจการในเดือนธันวาคม 2024 โดยกำหนดเงื่อนไขเพื่อป้องกันไม่ให้การรวมสายการบินขนาดใหญ่ลดทางเลือกของผู้โดยสาร หรือทำให้ผู้โดยสารต้องจ่ายแพงขึ้นเพราะการแข่งขันลดลง

ข้อกำหนดสำคัญมีสองเรื่อง ได้แก่ ห้ามขึ้นค่าโดยสารเฉลี่ยเกินเพดานที่กำหนด และ ห้ามลดจำนวนที่นั่งในเส้นทางที่อยู่ภายใต้เงื่อนไข ค่าโดยสารเฉลี่ยหมายถึงราคาของที่นั่งโดยรวมในเส้นทาง ไม่ใช่ราคาตั๋วทุกใบที่ต้องเท่ากัน ส่วนข้อกำหนดเรื่องที่นั่งมีเป้าหมายให้สายการบินยังคงมีความจุเพียงพอสำหรับผู้โดยสาร

พูดให้ง่ายคือ เมื่อสายการบินรวมกิจการแล้ว ผู้โดยสารไม่ควรเผชิญทั้งราคาที่เพิ่มสูงเกินกำหนดและที่นั่งที่ลดลงจนหาตั๋วยากกว่าเดิม

พบการขึ้นค่าโดยสารเกินเพดานในสี่เส้นทาง

กรณีของอาเซียนาเกิดขึ้นในไตรมาสแรกของปีก่อน จากการตรวจสอบเส้นทางประมาณ 30 เส้นทาง พบ สี่เส้นทางที่ขึ้นค่าโดยสารเกินขีดจำกัด ได้แก่ อินชอน–บาร์เซโลนา อินชอน–แฟรงก์เฟิร์ต อินชอน–โรม และกวางจู–เชจู

ในสี่เส้นทางดังกล่าว อาเซียนาได้รับค่าโดยสารเพิ่มเกินเงื่อนไขรวมประมาณ 680 ล้านวอน ทำให้ถูกลงโทษด้วยเงินบังคับสูงที่สุดในกรณีที่เกี่ยวกับการขึ้นราคา ตัวอย่างเช่น หากเงื่อนไขกำหนดว่าการขึ้นราคาโดยรวมต้องไม่เกินระดับหนึ่ง บริษัทก็ไม่สามารถอาศัยการปรับราคาบางส่วนเพื่อดันค่าเฉลี่ยให้สูงเกินเพดานได้

กรณีนี้สำคัญต่อผู้โดยสารโดยตรง เพราะเส้นทางระหว่างประเทศบางเส้นทางมีสายการบินให้เลือกไม่มากนัก เมื่อคู่แข่งรายใหญ่รวมกิจการ การติดตามราคาจึงช่วยให้หน่วยงานตรวจสอบได้ว่าผู้เดินทางยังมีตัวเลือกและไม่ได้รับผลกระทบจากการแข่งขันที่ลดลงมากเกินไป


จำนวนที่นั่งในเส้นทางแฟรงก์เฟิร์ตต่ำกว่าเกณฑ์

เงินบังคับที่เรียกเก็บจากโคเรียนแอร์และอาเซียนาในอันดับสองและสามเกี่ยวข้องกับจำนวนที่นั่งในเส้นทางอินชอน–แฟรงก์เฟิร์ต ทั้งสองบริษัทจัดหาที่นั่งในช่วงที่ตรวจสอบไว้เพียง 69.5% ของระดับในช่วงเดียวกันของปี 2019 ซึ่งต่ำกว่าเงื่อนไขที่กำหนดให้คงจำนวนที่นั่ง

การเปรียบเทียบกับปี 2019 ใช้เป็นจุดอ้างอิงก่อนเกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ของตลาดการบินในช่วงการระบาดใหญ่ แม้การลดจำนวนที่นั่งอาจเกิดจากหลายปัจจัย เช่น แผนการบินหรือความต้องการเดินทาง แต่เมื่อมีเงื่อนไขเฉพาะผูกไว้กับการอนุมัติควบรวม บริษัทต้องแสดงให้เห็นว่าการจัดบริการเป็นไปตามข้อกำหนดดังกล่าว

จำนวนที่นั่งมีผลต่อผู้โดยสารในทางปฏิบัติ หากสายการบินลดที่นั่งลงมาก ผู้โดยสารอาจหาตั๋วราคาที่เหมาะสมได้ยากขึ้น โดยเฉพาะช่วงวันหยุดหรือช่วงที่มีคนเดินทางหนาแน่น และอาจต้องเปลี่ยนวันเดินทางหรือเลือกเส้นทางอ้อมแทน


เส้นทางชองจู–เชจูยังอยู่ระหว่างการพิจารณา

หน่วยงานกำกับกำลังพิจารณากรณีที่โคเรียนแอร์ อาเซียนา และจินแอร์จัดหาที่นั่งในเส้นทางชองจู–เชจูระหว่างเดือนธันวาคม 2024 ถึงเดือนธันวาคมปีก่อน ต่ำกว่า 90% ของจำนวนที่นั่งในปี 2019 หากผลการพิจารณาพบว่ามีการฝ่าฝืนเงื่อนไข ก็อาจมีการเรียกเก็บเงินบังคับเพิ่มเติม

อย่างไรก็ตาม กรณีนี้ยังอยู่ในขั้นตอนการพิจารณา จึงยังไม่ควรนับเป็นค่าปรับที่เกิดขึ้นแล้ว ผลสุดท้ายจะขึ้นอยู่กับข้อมูลการให้บริการ เหตุผลที่จำนวนที่นั่งลดลง และการประเมินของหน่วยงานกำกับ

ยอด 18,578.6 ล้านวอนเป็นเงินบังคับที่เรียกเก็บไปแล้วตามข้อมูลที่เปิดเผย ส่วนกรณีชองจู–เชจูอาจทำให้ยอดเพิ่มขึ้น แต่ยังไม่มีข้อสรุปในขณะนี้

ทำไมการควบคุมหลังควบรวมจึงสำคัญ

เมื่อธุรกิจคู่แข่งรวมกัน จำนวนบริษัทในตลาดย่อมลดลง และบริษัทใหม่อาจมีอำนาจต่อรองหรือกำหนดราคาเพิ่มขึ้น หน่วยงานกำกับจึงมักกำหนดเงื่อนไขเพื่อคุ้มครองการแข่งขันในช่วงหลังการอนุมัติ การควบคุมดังกล่าวเปรียบได้กับการอนุญาตให้ร้านค้าสองแห่งรวมกิจการ แต่กำหนดให้ยังต้องมีสินค้าเพียงพอและไม่ขึ้นราคาเกินขอบเขตในช่วงหนึ่ง

สำหรับธุรกิจสายการบิน การติดตามไม่ได้จำกัดอยู่แค่ราคาตั๋ว แต่ยังรวมถึงจำนวนที่นั่ง ความถี่ของเที่ยวบิน และการให้บริการในเส้นทางที่ผู้โดยสารมีทางเลือกจำกัด หากบริการลดลงพร้อมกับราคาที่สูงขึ้น ผลกระทบอาจตกอยู่กับผู้เดินทางที่ต้องพึ่งพาเส้นทางนั้นเพื่อทำงาน เรียน หรือเดินทางกลับบ้าน

ข้อมูลการจัดอันดับยังระบุว่าบริษัทอื่นถูกเรียกเก็บค่าปรับในจำนวนต่ำกว่าสองสายการบินอย่างมาก เช่น บูยองจูแท็กถูกเรียกเก็บ 290 ล้านวอน ขณะที่จังกึมมารีไทม์และซิโนโคปิโตรเคมีถูกเรียกเก็บบริษัทละ 160 ล้านวอน ส่วนเอชดีโคเรียชิปบิลดิงแอนด์โอเชียนเอนจิเนียริงถูกเรียกเก็บ 100 ล้านวอน

สิ่งที่ต้องจับตาต่อจากนี้

ประเด็นสำคัญต่อไปคือผลการพิจารณาเส้นทางชองจู–เชจู และการติดตามว่าทั้งสามสายการบินรักษาจำนวนที่นั่งตามเงื่อนไขได้หรือไม่ หน่วยงานกำกับอาจตรวจสอบข้อมูลการบินและการขายตั๋วเพิ่มเติม เพื่อประเมินว่าการลดบริการเข้าข่ายฝ่าฝืนข้อกำหนดหรือมีเหตุผลรองรับ

สำหรับผู้โดยสาร ผลของการตรวจสอบอาจเกี่ยวข้องกับราคาตั๋วและโอกาสในการหาที่นั่งในเส้นทางที่ถูกกำกับ ส่วนสำหรับสายการบิน การควบรวมไม่ได้จบลงเมื่อได้รับอนุมัติ แต่ยังต้องปฏิบัติตามเงื่อนไขและแสดงหลักฐานให้ตรวจสอบได้ ค่าปรับครั้งนี้จึงเป็นสัญญาณว่าการกำกับดูแลหลังควบรวมยังมีผลจริง และการฝ่าฝืนอาจนำไปสู่ภาระทางการเงินเพิ่มเติม