หนึ่งปีหลังปรับโครงสร้าง: มีระบบประสานงานมากขึ้น แต่ยังไม่ใช่ผู้กำหนดทิศทาง
กระทรวงกิจการสตรีและครอบครัวของเกาหลีใต้ได้รับการปรับโครงสร้างและเปลี่ยนเป็น กระทรวงความเสมอภาคทางเพศและครอบครัว ครบหนึ่งปีเมื่อวันที่ ๑ ตุลาคม ๒๐๒๖ การเปลี่ยนแปลงนี้มีเป้าหมายให้หน่วยงานมีบทบาทกว้างขึ้น ทั้งการส่งเสริมความเสมอภาคในสังคมและการดูแลประเด็นที่เกี่ยวข้องกับครอบครัว
ในช่วงปีแรก กระทรวงเริ่มทำงานร่วมกับหน่วยงานอื่น เช่น กระทรวงยุติธรรม ตำรวจ และหน่วยงานกำกับดูแลสื่อและการสื่อสาร เพื่อรับมือความรุนแรงที่มีมิติทางเพศ การร่วมมือดังกล่าวเป็นความคืบหน้าด้านการประสานงาน แต่ยังมีข้อกังวลว่ากระทรวงไม่สามารถกำหนดทิศทางและผลักดันนโยบายความเสมอภาคให้หน่วยงานรัฐอื่นทำตามได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ประเด็นสำคัญของการประเมินรอบปีแรกคือ กระทรวงเริ่มเชื่อมการทำงานระหว่างหน่วยงานได้ แต่ยังไม่มีอำนาจมากพอจะเป็นศูนย์กลางกำกับนโยบายความเสมอภาคทางเพศของรัฐบาล
ในการแถลงข่าวที่กรุงโซล กระทรวงระบุว่าได้ปรับระบบขับเคลื่อนนโยบายความเสมอภาคที่อ่อนแอลงในช่วงก่อนหน้า และจัดการประชุมแบบพบหน้าของคณะกรรมการความเสมอภาคทางเพศ ซึ่งเป็นเวทีประสานแนวทางระหว่างภาครัฐ กระทรวงมองว่าการดำเนินการเหล่านี้ช่วยวางรากฐานให้ประเด็นความเสมอภาคถูกนำไปพิจารณาในนโยบายของรัฐบาลหลายด้าน
อย่างไรก็ดี การมีเวทีประชุมหรือช่องทางประสานงานไม่ได้หมายความว่าจะทำให้เกิดผลในทางปฏิบัติโดยอัตโนมัติ หากกระทรวงไม่มีอำนาจกำหนดหน้าที่ ติดตามความคืบหน้า หรือจัดการเมื่อหน่วยงานต่าง ๆ ไม่ดำเนินการตามเป้าหมาย นโยบายก็อาจหยุดอยู่ที่การหารือได้
กฎหมายความเสมอภาคในการจ้างงานยังค้างในรัฐสภา
หนึ่งในนโยบายสำคัญที่ยังไม่เดินหน้า คือ ระบบเปิดเผยข้อมูลความเสมอภาคในการจ้างงาน ซึ่งกระทรวงตั้งใจนำมาใช้หลังรับโอนงานบางส่วนจากกระทรวงการจ้างงานและแรงงาน ระบบนี้หมายถึงการเปิดเผยข้อมูลเกี่ยวกับความแตกต่างระหว่างผู้หญิงกับผู้ชายในสถานที่ทำงาน เช่น จำนวนพนักงาน สัดส่วนผู้บริหาร และโอกาสในการเลื่อนตำแหน่ง
หากนำไปใช้จริง ผู้สมัครงานหรือประชาชนอาจตรวจสอบได้ว่าบริษัทแห่งหนึ่งมีผู้หญิงในตำแหน่งบริหารมากน้อยเพียงใด คล้ายกับการดูข้อมูลสาธารณะก่อนตัดสินใจสมัครงานหรือเลือกใช้บริการ เป้าหมายคือทำให้ความเหลื่อมล้ำที่มองไม่เห็นชัดขึ้น และเปิดทางให้บริษัทปรับปรุงแนวทางการจ้างงานของตน
รัฐบาลและพรรคร่วมรัฐบาลเสนอร่างกฎหมายที่เกี่ยวข้องต่อรัฐสภาเมื่อเดือนเมษายน ๒๐๒๖ แต่ ณ วันที่มีการประเมินครบรอบหนึ่งปี ร่างดังกล่าวยังค้างอยู่ในคณะกรรมาธิการประจำรัฐสภา ซึ่งเป็นคณะทำงานที่พิจารณาร่างกฎหมายก่อนนำเข้าสู่ขั้นตอนต่อไป จึงยังไม่มีกรอบเวลาชัดเจนว่าระบบจะเริ่มใช้เมื่อใด
- สถานะปัจจุบัน: มีการเสนอร่างกฎหมายแล้ว แต่ยังอยู่ระหว่างการพิจารณาในรัฐสภา
- ผลที่คาดหวัง: ทำให้ข้อมูลความเหลื่อมล้ำในที่ทำงานตรวจสอบได้ และช่วยให้สังคมติดตามการเปลี่ยนแปลง
- ความท้าทาย: หากไม่มีข้อกำหนดที่ชัดเจนหรือการติดตามอย่างต่อเนื่อง การเปิดเผยข้อมูลอาจไม่ทำให้เกิดการปรับปรุงจริง
การผลักดันนโยบายลักษณะนี้ต้องอาศัยความร่วมมือจากหน่วยงานที่ดูแลตลาดแรงงานและบริษัทเอกชนด้วย นี่จึงเป็นตัวอย่างของข้อจำกัดที่กระทรวงกำลังเผชิญ คือแม้จะประกาศเป้าหมายด้านความเสมอภาคได้ แต่การทำให้หน่วยงานที่มีอำนาจโดยตรงร่วมดำเนินการยังต้องอาศัยการประสานและแรงสนับสนุนทางการเมือง
ความรุนแรงในความสัมพันธ์ยังมีช่องว่างทางกฎหมาย
อีกประเด็นที่ยังไม่ได้รับการแก้ไขอย่างครอบคลุมคือ ความรุนแรงในความสัมพันธ์ เช่น การข่มขู่ ควบคุม ทำร้ายร่างกาย หรือสะกดรอยโดยคู่รักหรืออดีตคู่รัก กลุ่มผู้สนับสนุนสิทธิสตรีในเกาหลีใต้เรียกร้องให้มีกฎหมายเฉพาะเพื่อให้เจ้าหน้าที่สามารถป้องกันและตอบสนองต่อเหตุการณ์เหล่านี้ได้อย่างเหมาะสม
แต่แนวทางที่กำลังดำเนินการถูกจำกัดลง โดยเน้นการแก้ไขกฎหมายลงโทษการสะกดรอยตาม แทนการจัดทำกฎหมายที่ครอบคลุมความรุนแรงในความสัมพันธ์หลายรูปแบบ การแก้ไขกฎหมายสะกดรอยอาจช่วยรับมือพฤติกรรมบางอย่างได้ แต่ไม่ได้หมายความว่าจะครอบคลุมการข่มขู่หรือการทำร้ายที่เกิดขึ้นในความสัมพันธ์ทุกกรณี
ช่องว่างทางกฎหมายมีผลโดยตรงต่อผู้เสียหาย ตัวอย่างเช่น หากบุคคลหนึ่งถูกอดีตคู่รักควบคุมหรือข่มขู่ซ้ำ ๆ แต่เหตุการณ์ยังไม่เข้าข่ายความผิดตามกฎหมายที่มีอยู่ การขอความคุ้มครองหรือการแทรกแซงอย่างทันท่วงทีอาจทำได้ยาก ผู้เชี่ยวชาญจึงเห็นว่าการออกแบบกฎหมายควรมองทั้งการป้องกัน การคุ้มครองผู้เสียหาย และการดำเนินคดี ไม่ใช่พิจารณาเฉพาะการลงโทษหลังเกิดเหตุ
ผู้ที่ได้รับผลกระทบต้องการระบบที่ช่วยได้ตั้งแต่เริ่มมีสัญญาณอันตราย ไม่ใช่ต้องรอให้ความรุนแรงรุนแรงขึ้นก่อนจึงจะเข้าถึงความคุ้มครอง
การรับมือความรุนแรงทางเพศยังเกี่ยวข้องกับหลายหน่วยงาน ตั้งแต่ตำรวจและกระบวนการยุติธรรม ไปจนถึงบริการช่วยเหลือและการคุ้มครองในชุมชน หากหน่วยงานเหล่านี้ใช้เกณฑ์ต่างกันหรือส่งต่อข้อมูลกันไม่ทัน ผู้เสียหายอาจต้องเล่าเรื่องซ้ำหลายครั้ง หรือไม่ทราบว่าจะขอความช่วยเหลือจากที่ใด ความร่วมมือข้ามหน่วยงานจึงเป็นความคืบหน้าที่สำคัญ แต่ยังต้องพิสูจน์ว่าสามารถทำให้บริการเข้าถึงได้จริง
ข้อถกเถียงเรื่องอำนาจ: กระทรวงประสานได้ แต่สั่งการไม่ได้
ผู้เชี่ยวชาญบางส่วนมองว่าอุปสรรคหลักไม่ได้อยู่ที่การขาดแนวคิดหรือโครงการ แต่อยู่ที่กระทรวงไม่มีอำนาจเพียงพอในการกำกับนโยบายของหน่วยงานอื่น ชินกยองอา ศาสตราจารย์กิตติคุณด้านสังคมวิทยาจากมหาวิทยาลัยฮัลลิม ระบุว่ารัฐบาลควรตรวจสอบตั้งแต่ระดับทำเนียบประธานาธิบดีว่าได้มอบความรับผิดชอบและอำนาจให้กระทรวงอย่างเพียงพอหรือไม่
ในทางปฏิบัติ นโยบายหลายเรื่องที่กระทรวงขับเคลื่อนอย่างโดดเด่น เช่น โครงการผ้าอนามัยสำหรับทุกคน การนำยาที่ยุติการตั้งครรภ์มาใช้ และการรับมือเว็บไซต์ที่เผยแพร่เนื้อหาล่วงละเมิดทางเพศ ล้วนเกิดขึ้นตามคำสั่งหรือแนวทางที่ประธานาธิบดีอี แจมย็องกำหนดไว้ ผู้เชี่ยวชาญจึงตั้งคำถามว่ากระทรวงสามารถริเริ่มวาระของตนเองได้มากน้อยเพียงใด หากไม่มีคำสั่งจากผู้นำรัฐบาล
นอกจากนี้ คำสั่งให้เปิดเวทีถกเถียงเรื่องอายุที่เด็กและเยาวชนจะต้องรับผิดทางอาญา รวมถึงแนวทางแก้ปัญหาที่ถูกอธิบายว่าเป็นการเลือกปฏิบัติต่อผู้ชาย ยังสร้างความไม่พอใจในภาคประชาสังคมบางส่วน เหตุการณ์เหล่านี้สะท้อนว่าการกำหนดวาระด้านความเสมอภาคเป็นเรื่องอ่อนไหว และต้องอาศัยการรับฟังกลุ่มที่ได้รับผลกระทบอย่างรอบด้าน
ความไม่แน่นอนทางการเมืองยังทำให้องค์กรเผชิญแรงสั่นคลอน กรณีที่ยงฮเยอินได้รับการเสนอชื่อเป็นผู้สมัครรัฐมนตรี ก่อนถอนตัวจากตำแหน่งท่ามกลางข้อถกเถียง ทำให้เกิดคำถามเกี่ยวกับความมั่นคงของผู้นำและทิศทางการทำงานของกระทรวง เจ้าหน้าที่และนักกิจกรรมบางคนกังวลว่าตำแหน่งรัฐมนตรีอาจถูกใช้เป็นเครื่องมือทางการเมือง มากกว่าจะคัดเลือกจากความเชี่ยวชาญและความสามารถในการผลักดันนโยบาย
ชเวซอนฮเย จากองค์กรสายด่วนเพื่อสตรีเกาหลีใต้ กล่าวว่า แม้กระทรวงพยายามรับฟังเสียงจากผู้ปฏิบัติงานในพื้นที่ แต่ยังไม่เห็นผลชัดเจนในการประสานผลประโยชน์ระหว่างกระทรวงยุติธรรมกับหน่วยงานอื่น และทำให้นโยบายเดินหน้าไปในทิศทางเดียวกัน ส่วนชเวฮียอน จากสมาคมสตรีเกาหลีใต้ ระบุว่าความคาดหวังของผู้หญิงวัยยี่สิบถึงสามสิบปี รวมถึงข้อเรียกร้องเรื่องความผิดฐานข่มขืนโดยไม่ยินยอม ยังไม่ได้รับการตอบสนองอย่างจริงจังเพียงพอ
ความเสี่ยงในช่วงปรับระบบยุติธรรมและการคุ้มครองผู้เสียหาย
ข้อกังวลอีกด้านคือเกาหลีใต้กำลังปรับเปลี่ยนระบบกระบวนการยุติธรรมทางอาญา การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างและขั้นตอนการทำงานอาจกระทบต่อวิธีรับแจ้งเหตุ การสอบสวน และการส่งต่อผู้เสียหายระหว่างหน่วยงาน หากไม่มีมาตรการรองรับที่ชัดเจน ผู้ที่เผชิญความรุนแรงอาจพบช่องว่างในการเข้าถึงความช่วยเหลือในช่วงเปลี่ยนผ่าน
ผู้สนับสนุนสิทธิสตรีจึงเรียกร้องให้กระทรวงเร่งผลักดันนโยบายคุ้มครองผู้เสียหายให้มีน้ำหนักมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการจัดบริการช่วยเหลือ การประสานข้อมูลที่จำเป็น หรือการทำให้ผู้เสียหายเข้าถึงกระบวนการร้องเรียนได้โดยไม่ถูกผลักภาระให้จัดการปัญหาด้วยตนเอง ความสำเร็จของนโยบายไม่ได้วัดเพียงจำนวนกฎหมายหรือการประชุม แต่ควรวัดด้วยว่าผู้ที่ต้องการความช่วยเหลือได้รับการคุ้มครองทันเวลาหรือไม่
แนวทางนี้ต้องอาศัยการทำงานร่วมกันอย่างเป็นระบบ เช่น เมื่อตำรวจรับแจ้งเหตุ หน่วยงานที่ให้คำปรึกษาและที่พักพิงควรสามารถเข้าช่วยเหลือได้ต่อเนื่อง โดยไม่ทำให้ข้อมูลสำคัญสูญหายระหว่างการส่งต่อ ในกรณีที่ผู้เสียหายมีความเสี่ยงสูง การประเมินอันตรายและแผนความปลอดภัยควรเกิดขึ้นอย่างรวดเร็วและสอดคล้องกัน
สิ่งที่กระทรวงต้องทำในปีที่สอง
ชินกยองอาเห็นว่า รัฐมนตรีวอนมินกยองควรขยับจากการลงพื้นที่และติดตามปัญหาเฉพาะหน้า ไปสู่การจัดทำ แผนระยะกลางและระยะยาว แผนดังกล่าวควรระบุว่าแต่ละกระทรวงต้องรับผิดชอบเรื่องใด มีเป้าหมายและกรอบเวลาแบบไหน และจะตรวจสอบผลการดำเนินงานอย่างไร
อีกเรื่องคือการเพิ่มความเข้าใจด้านความเสมอภาคทางเพศให้แก่ข้าราชการทั่วรัฐบาล รวมถึงการหาวิธีทำให้ระบบราชการของกระทรวงการจ้างงานและแรงงานนำแนวทางความเสมอภาคไปใช้จริง หากหน่วยงานที่ดูแลการจ้างงานไม่เปลี่ยนวิธีทำงาน นโยบายด้านแรงงานที่เป็นธรรมก็อาจไม่เกิดผล แม้กระทรวงความเสมอภาคทางเพศจะประกาศเป้าหมายไว้ชัดเจนแล้วก็ตาม
ในแถลงการณ์ครบรอบหนึ่งปี วอนมินกยองกล่าวว่า หลังจากยงฮเยอินถอนตัว มีการฝากให้ประคับประคององค์กรผ่านหัวหน้าสำนักงานรัฐมนตรี และระบุว่าตนกำลังทำงานร่วมกับเจ้าหน้าที่เพื่อผลักดันนโยบายอย่างต่อเนื่อง เธอส่งสัญญาณว่าจะดำรงตำแหน่งต่อ พร้อมให้คำมั่นว่าปีที่สองกระทรวงจะเป็นฝ่ายริเริ่มประเด็นอย่างกระตือรือร้นยิ่งขึ้น
ตัวชี้วัดที่ประชาชนควรจับตา
- กฎหมาย: ร่างกฎหมายเปิดเผยข้อมูลความเสมอภาคในการจ้างงานจะผ่านการพิจารณาหรือไม่ และกฎหมายรับมือความรุนแรงในความสัมพันธ์จะครอบคลุมเพียงใด
- อำนาจกำกับ: กระทรวงจะได้รับอำนาจประสานและติดตามนโยบายของหน่วยงานอื่นเพิ่มขึ้นหรือไม่
- การคุ้มครองจริง: ผู้เสียหายจะเข้าถึงการแจ้งเหตุ คำปรึกษา และความช่วยเหลือได้รวดเร็วขึ้นหรือไม่
- แผนระยะยาว: รัฐบาลจะกำหนดเป้าหมาย ผู้รับผิดชอบ และกรอบเวลาที่ตรวจสอบได้หรือไม่
ความสำเร็จต้องเห็นได้ในชีวิตประจำวัน
การประเมินปีแรกแสดงให้เห็นความแตกต่างระหว่างการสร้างระบบประสานงานกับการทำให้นโยบายเปลี่ยนชีวิตผู้คนได้จริง การประสานงานระหว่างกระทรวงและตำรวจเป็นจุดเริ่มต้นที่จำเป็น แต่ประชาชนยังต้องรอความคืบหน้าของกฎหมายด้านการจ้างงาน การป้องกันความรุนแรง และการคุ้มครองผู้เสียหาย
หากกระทรวงต้องการเป็นศูนย์กลางนโยบายอย่างแท้จริง รัฐบาลจำเป็นต้องให้อำนาจที่สอดคล้องกับความรับผิดชอบ พร้อมกำหนดแผนที่ทำได้จริงและเปิดเผยผลการดำเนินงานต่อสาธารณะ ในท้ายที่สุด ความสำเร็จจะไม่ได้วัดจากชื่อหรือขนาดของกระทรวง แต่จากการที่คนทำงานได้รับโอกาสอย่างเป็นธรรม และผู้เผชิญความรุนแรงได้รับความคุ้มครองเมื่อจำเป็น



















