ตลาดหุ้นโซลตอบรับเชิงบวกต่อสถานการณ์โลก

ตลาดหุ้นเกาหลีใต้พุ่งสูงขึ้นเกือบ 3% ในวันอังคารที่ผ่านมา โดยเคลื่อนเข้าใกล้ระดับ 6,000 จุด ซึ่งถือเป็นระดับที่นักลงทุนให้ความสำคัญเป็นอย่างมาก หลังจากที่มีความหวังว่าสหรัฐอเมริกาและอิหร่านจะกลับเข้าสู่โต๊ะเจรจาอีกครั้งเพื่อลดความตึงเครียดทางการทหาร

ดัชนี KOSPI (ดัชนีราคาหุ้นรวมของเกาหลีใต้) ปิดที่ 5,967.75 จุด เพิ่มขึ้น 2.74% โดยในระหว่างวันดัชนีได้พุ่งขึ้นไปสูงถึง 6,026.52 จุด ซึ่งถือเป็นครั้งแรกที่ดัชนีแตะระดับ 6,000 จุด นับตั้งแต่เกิดเหตุการณ์โจมตีทางอากาศในอิหร่านเมื่อช่วงปลายเดือนกุมภาพันธ์


สัญญาณสันติภาพจากโดนัลด์ ทรัมป์

ความเชื่อมั่นของนักลงทุนกลับมาอีกครั้งหลังจากที่สถานการณ์ในช่องแคบฮอร์มุซ (เส้นทางเดินเรือขนส่งน้ำมันที่สำคัญที่สุดในโลก) เริ่มมีสัญญาณที่เปลี่ยนไป แม้จะมีการปิดล้อมโดยกองกำลังสหรัฐฯ แต่คำกล่าวของผู้นำระดับสูงก็ช่วยให้ตลาดผ่อนคลายลง

โดนัลด์ ทรัมป์ ระบุว่าอิหร่านต้องการบรรลุข้อตกลงกับสหรัฐฯ ซึ่งคำกล่าวนี้ทำให้นักลงทุนคาดการณ์ว่าอาจมีการเจรจาสันติภาพรอบที่สองเกิดขึ้นในเร็วๆ นี้

นักวิเคราะห์จากบริษัทหลักทรัพย์เคียวโบระบุว่า ตลาดยังได้รับแรงหนุนจากรายงานที่ว่าทั้งสองฝ่ายได้เริ่มแลกเปลี่ยนรายละเอียดเกี่ยวกับเงื่อนไขการเสริมสมรรถนะยูเรเนียม (กระบวนการเตรียมเชื้อเพลิงสำหรับพลังงานนิวเคลียร์) ซึ่งเป็นกุญแจสำคัญในการยุติความขัดแย้ง


หุ้นเทคโนโลยีพุ่งสวนทางหุ้นความมั่นคง

ในการซื้อขายครั้งนี้ หุ้นกลุ่มเทคโนโลยีและกลุ่มการเงินเป็นผู้นำตลาด เปรียบเสมือนเครื่องยนต์หลักที่ช่วยฉุดให้เศรษฐกิจเดินหน้าต่อได้เมื่อความเสี่ยงลดลง

  • Samsung Electronics เพิ่มขึ้น 2.74% ปิดที่ 206,500 วอน
  • SK hynix พุ่งแรงถึง 6.06% มาอยู่ที่ 1.1 ล้านวอน ก่อนการรายงานผลประกอบการ
  • Hyundai Motor ปรับตัวขึ้น 2.72% รับอานิสงส์เชิงบวกทั่วทั้งตลาด

ในทางตรงกันข้าม หุ้นกลุ่มป้องกันประเทศ (บริษัทที่ผลิตอาวุธและอุปกรณ์ทางทหาร) กลับปรับตัวลดลง เนื่องจากนักลงทุนมองว่าความจำเป็นในการใช้อาวุธลดลงเมื่อมีแนวโน้มจะเจรจาสันติภาพ ตัวอย่างเช่น Hanwha Aerospace ที่ลดลง 0.46%


ค่าเงินวอนและตลาดพันธบัตร

นอกเหนือจากตลาดหุ้นแล้ว ค่าเงินวอนยังแข็งค่าขึ้นเมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐ โดยปิดที่ 1,481.2 วอนต่อดอลลาร์ ซึ่งหมายความว่าเงินวอนมีค่ามากขึ้นเมื่อเทียบกับเงินสกุลหลักของโลก

สำหรับตลาดพันธบัตร (ตราสารหนี้ที่ออกโดยรัฐบาลเพื่อกู้ยืมเงิน) พบว่าราคาพันธบัตรปรับตัวสูงขึ้น ส่งผลให้อัตราผลตอบแทนพันธบัตร (Yield) ปรับตัวลดลง ซึ่งมักจะเกิดขึ้นเมื่อนักลงทุนรู้สึกว่าความเสี่ยงในอนาคตลดน้อยลงและเศรษฐกิจเริ่มเข้าสู่สภาวะปกติ