แผนขายหุ้นมูลค่า 9.44 แสนล้านวอน
ชเว แทวอน ประธานกลุ่มเอสเค วางแผนขายหุ้นบริษัทเอสเค ซึ่งเป็นบริษัทแม่ของกลุ่มธุรกิจ จำนวน 1,653,924 หุ้น หรือประมาณ 2.3% ของหุ้นทั้งหมด โดยคาดว่าจะมีมูลค่ารวม 943,999 ล้านวอน ใกล้เคียงกับเงิน 944,000 ล้านวอน ที่ศาลสั่งให้เขาจ่ายเป็นการแบ่งทรัพย์สินหลังการหย่า
บริษัทแจ้งแผนดังกล่าวเมื่อวันที่ 2 ตุลาคม โดยระบุวัตถุประสงค์ว่าเป็นการขายหุ้นเพื่อจัดหาเงินสำหรับความต้องการส่วนบุคคล การแจ้งแผนยังไม่ได้หมายความว่าหุ้นทั้งหมดถูกขายเสร็จแล้ว เพราะการซื้อขายตามกำหนดจะเริ่มในวันที่ 2 พฤศจิกายน
ประเด็นสำคัญคือ มูลค่าหุ้นที่วางแผนขายเกือบตรงกับจำนวนเงินแบ่งทรัพย์สินที่ศาลสั่งให้ชำระ แต่ธุรกรรมยังอยู่ในขั้นเตรียมดำเนินการ
แบ่งขายให้สองกลุ่มในราคาที่กำหนด
หุ้นที่นำมาขายจะแบ่งออกเป็นสองส่วน โดยหุ้น 681,431 หุ้น หรือราว 41% จะทำสัญญากับบริษัทหลักทรัพย์ในราคาหุ้นละ 587,000 วอน ส่วนอีก 972,493 หุ้น หรือราว 59% จะขายให้แก่นักลงทุนเชิงกลยุทธ์ (ผู้ลงทุนที่อาจพิจารณาความเกี่ยวข้องกับแผนธุรกิจระยะยาว) ในราคาหุ้นละ 559,387 วอน
บริษัทไม่ได้เปิดเผยชื่อผู้ซื้อหรือคู่สัญญา สำหรับหุ้นส่วนแรกใช้สัญญาแลกเปลี่ยนผลตอบแทนจากราคาหุ้น (ข้อตกลงที่คู่สัญญาคำนวณและชำระกำไรหรือขาดทุนตามการเปลี่ยนแปลงของราคาหุ้น) ซึ่งมีกำหนดระยะเวลา สามปี
- หุ้น 681,431 หุ้น: ทำสัญญากับบริษัทหลักทรัพย์ในราคาหุ้นละ 587,000 วอน
- หุ้น 972,493 หุ้น: กำหนดขายให้นักลงทุนเชิงกลยุทธ์ในราคาหุ้นละ 559,387 วอน
- กำหนดเริ่มทำรายการ: วันที่ 2 พฤศจิกายน
- วิธีดำเนินการ: ซื้อขายหุ้นจำนวนมากนอกเวลาซื้อขายปกติ
การซื้อขายหุ้นจำนวนมากนอกเวลาตลาด คือการตกลงซื้อขายหุ้นเป็นก้อนใหญ่โดยไม่ส่งคำสั่งซื้อขายทั้งหมดเข้าสู่ตลาดปกติ วิธีนี้มักช่วยลดผลกระทบจากคำสั่งขายขนาดใหญ่ต่อราคาหุ้นในระหว่างวัน บริษัทระบุว่าเลือกแนวทางดังกล่าวเพื่อลดแรงกระเพื่อมต่อการซื้อขายหุ้น
เหตุใดจึงต้องจับตาราคาหุ้น
เมื่อผู้ถือหุ้นรายใหญ่ประกาศขายหุ้นจำนวนมาก นักลงทุนอาจกังวลว่ามีหุ้นออกสู่ตลาดเพิ่มขึ้นหรือไม่ และอาจส่งผลต่อราคาซื้อขายในระยะสั้น อย่างไรก็ตาม การจัดการขายเป็นรายการเฉพาะและอยู่นอกเวลาตลาดไม่ได้ทำให้ผลกระทบต่อราคาหุ้นหมดไปทั้งหมด ราคาหุ้นยังขึ้นอยู่กับความต้องการซื้อ ภาวะตลาด และผลประกอบการของบริษัทด้วย
สัดส่วนถือหุ้นลดลง แต่ยังเป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่ที่สุด
หากการขายเสร็จสิ้นตามแผน จำนวนหุ้นบริษัทเอสเคที่ชเว แทวอนถืออยู่จะลดจาก 12,975,472 หุ้น เหลือ 11,321,548 หุ้น สัดส่วนการถือหุ้นโดยตรงจะลดจาก 17.8% เป็น 15.5% ส่วนสัดส่วนเมื่อรวมผู้ถือหุ้นที่มีความสัมพันธ์พิเศษกับเขาจะลดจาก 25.2% เป็น 22.9%
แม้สัดส่วนดังกล่าวจะลดลง บริษัทระบุว่าชเว แทวอนจะยังคงเป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่ที่สุด และพื้นฐานด้านการบริหารที่มั่นคงของบริษัทจะไม่เปลี่ยนแปลง กล่าวอย่างง่ายคือ เขาจะถือหุ้นน้อยลง แต่ตามแผนที่เปิดเผย การขายครั้งนี้ไม่ได้ทำให้เขาสูญเสียสถานะผู้ถือหุ้นอันดับหนึ่ง
บริษัทระบุว่า หลังการขายแล้ว สถานะผู้ถือหุ้นรายใหญ่ที่สุดของชเว แทวอนจะยังคงเดิม
บริษัทแม่มีบทบาทถือหุ้นในกิจการต่าง ๆ ภายในกลุ่มและกำหนดทิศทางสำคัญของกลุ่มธุรกิจ ดังนั้นการเปลี่ยนแปลงสัดส่วนหุ้นของผู้ถือหุ้นรายใหญ่จึงเป็นข้อมูลที่นักลงทุนติดตาม อย่างไรก็ดี สัดส่วนการถือหุ้นเพียงอย่างเดียวไม่สามารถบอกได้ว่าการบริหารหรือการตัดสินใจของบริษัทจะเปลี่ยนไปอย่างไร การประเมินผลต่อการกำกับดูแลกิจการยังต้องพิจารณาโครงสร้างผู้ถือหุ้นและการดำเนินงานด้านอื่นประกอบด้วย
คดีแบ่งทรัพย์สินหลังหย่ายังอยู่ในกระบวนการ
ศาลมีคำพิพากษาในชั้นพิจารณาหลังคดีถูกส่งกลับให้พิจารณาใหม่เมื่อวันที่ 24 กรกฎาคม โดยสั่งให้ชเว แทวอนจ่ายเงินสด 944,000 ล้านวอน ให้โน โซยอง ในฐานะการแบ่งทรัพย์สินหลังการหย่า ชเว แทวอนได้ยื่นคำร้องขอพิจารณาต่อในชั้นศาลสูงสุดเพื่อคัดค้านคำตัดสินดังกล่าว
จึงต้องแยกสองเรื่องออกจากกันให้ชัดเจน ได้แก่ คำสั่งแบ่งทรัพย์สินของศาลซึ่งยังอยู่ระหว่างกระบวนการคัดค้าน และแผนขายหุ้นเพื่อจัดหาเงินส่วนตัวซึ่งมีกำหนดเริ่มดำเนินการในเดือนพฤศจิกายน มูลค่าของหุ้นที่วางแผนขายใกล้เคียงกับยอดเงินตามคำพิพากษา แต่ข้อมูลที่เปิดเผยไม่ได้ระบุว่าการขายหุ้นครั้งนี้ทำให้ข้อพิพาททางกฎหมายสิ้นสุดลงแล้ว
ลำดับเหตุการณ์ของคดี
ชเว แทวอนและโน โซยองแต่งงานกันในเดือนกันยายน ปี 1988 ในปี 2015 ชเวเปิดเผยว่ามีบุตรที่เกิดนอกสมรส ต่อมาเขายื่นขอไกล่เกลี่ยการหย่าในเดือนกรกฎาคม ปี 2017 แต่การไกล่เกลี่ยไม่สำเร็จ
ในปี 2018 ชเวยื่นฟ้องหย่า และในเดือนธันวาคม ปี 2019 โนยื่นฟ้องกลับ การต่อสู้คดีดำเนินต่อเนื่องผ่านกระบวนการศาลหลายขั้น ก่อนที่คำพิพากษาชั้นพิจารณาหลังส่งคดีกลับจะกำหนดเงินแบ่งทรัพย์สินเป็นเงินสดตามจำนวนข้างต้น
สิ่งที่นักลงทุนและสาธารณชนควรติดตาม
ในระยะต่อไป ประเด็นสำคัญไม่ได้มีเพียงว่าการขายหุ้นจะดำเนินการได้ครบตามแผนหรือไม่ แต่ยังรวมถึงผลของการพิจารณาคดีในชั้นศาลสูงสุด และการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างผู้ถือหุ้นของบริษัทเอสเคด้วย
- การซื้อขายจริง: ต้องติดตามว่าหุ้นทั้งสองส่วนถูกโอนตามกำหนดและราคาในแผนหรือไม่
- ผลต่อสัดส่วนถือหุ้น: หากขายครบ สัดส่วนถือหุ้นโดยตรงของชเวจะลดเหลือ 15.5%
- สถานะการบริหาร: บริษัทระบุว่าเขายังคงเป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่ที่สุดหลังการขาย
- ผลทางกฎหมาย: การยื่นคัดค้านคำพิพากษายังทำให้ข้อพิพาทเรื่องการแบ่งทรัพย์สินต้องติดตามต่อ
- ผลต่อตลาด: การขายหุ้นจำนวนมากอาจเป็นข้อมูลที่นักลงทุนใช้ประกอบการประเมิน แต่ไม่ได้ชี้ผลราคาหุ้นในอนาคตโดยลำพัง
การขายหุ้นครั้งนี้จึงเชื่อมโยงทั้งการจัดหาเงินส่วนบุคคล คดีครอบครัวที่มีมูลค่าสูง และโครงสร้างผู้ถือหุ้นของกลุ่มธุรกิจขนาดใหญ่ สิ่งที่ยืนยันได้ในขณะนี้คือมีการเปิดเผยแผนขายหุ้นมูลค่าใกล้เคียงกับเงินแบ่งทรัพย์สินตามคำพิพากษา ส่วนการซื้อขายจะเสร็จสมบูรณ์หรือไม่ และกระบวนการทางกฎหมายจะลงเอยอย่างไร ยังต้องรอความคืบหน้าต่อไป




















