วันแรกของระบบใหม่ ตำรวจต้องรับมือทั้งอำนาจและภาระ

เกาหลีใต้เริ่มใช้กฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาฉบับแก้ไขเมื่อวันที่ 2 ตุลาคม พร้อมเปิดฉากการเปลี่ยนแปลงระบบยุติธรรมทางอาญาครั้งใหญ่ ตำรวจเข้าสู่ภาวะรับมือพิเศษ เพราะต้องปรับวิธีทำงานตามกติกาใหม่ และอาจต้องช่วยอุดช่องว่างระหว่างที่หน่วยสอบสวนคดีร้ายแรงแห่งใหม่ยังจัดตั้งองค์กรไม่สมบูรณ์

การเปลี่ยนแปลงนี้ไม่ได้หมายถึงเพียงการย้ายเอกสารจากหน่วยงานหนึ่งไปอีกหน่วยงานหนึ่ง แต่เป็นการปรับว่าใครมีหน้าที่สอบสวน ใครมีหน้าที่ฟ้องคดี และใครต้องรับผิดชอบเมื่อกระบวนการมีปัญหา เจ้าหน้าที่ตำรวจที่ปฏิบัติงานจริงจึงจับตาผลที่จะเกิดขึ้น พร้อมแสดงความกังวลต่อภาระที่เพิ่มขึ้น

ประเด็นสำคัญ: ตำรวจได้รับบทบาทหลักมากขึ้นในกระบวนการสอบสวน แต่จำนวนคดีและกำลังคนที่มีอยู่ยังเป็นข้อจำกัด ขณะที่หน่วยงานสอบสวนคดีร้ายแรงแห่งใหม่ยังไม่พร้อมเต็มที่

ตำรวจเพิ่มการตรวจสอบคดีเป็นรายวัน

ตั้งแต่วันแรกที่กฎหมายใหม่มีผล ผู้กำกับสถานีตำรวจแต่ละแห่งต้องตรวจสอบความคืบหน้าของคดีสำคัญทุกวัน รวมถึงคดีที่อัยการขอให้สอบสวนเพิ่มเติม ขอให้สอบสวนใหม่ หรือสั่งให้แก้ไขการดำเนินงาน การสอบสวนเพิ่มเติมหมายถึงการรวบรวมข้อมูลหรือหลักฐานที่ยังขาดก่อนตัดสินใจขั้นต่อไป ส่วนการสอบสวนใหม่คือการกลับไปตรวจสอบคดีอีกครั้งเมื่อเห็นว่ามีเหตุให้ทบทวน

สำนักงานตำรวจระดับภูมิภาคและสำนักงานสอบสวนแห่งชาติจะติดตามข้อมูลดังกล่าวด้วย หากพบปัญหา หน่วยงานเหล่านี้มีหน้าที่สั่งแก้ไขโดยเร็ว แนวทางนี้ทำให้ผู้บังคับบัญชาต้องเห็นภาพคดีตั้งแต่ระดับสถานี ไม่ใช่รอให้ปัญหาปรากฏขึ้นเมื่อคดีล่าช้าหรือมีข้อร้องเรียนแล้ว

ในวันเดียวกัน ผู้บริหารหน่วยตำรวจในแต่ละภูมิภาคประชุมกับหัวหน้าฝ่ายสอบสวนเพื่อกำหนดแนวทางทำงาน โกบอมซอก ผู้บัญชาการตำรวจกรุงโซลกล่าวว่า ระบบใหม่เริ่มต้นขึ้นในวันสำคัญ และประชาชนมีทั้งความคาดหวังและความกังวล เขาระบุว่าความรับผิดชอบของตำรวจจึงหนักหนาขึ้นตามไปด้วย

แยกงานสอบสวนกับการฟ้องคดี หลังใช้ระบบเดิมมานาน

การปฏิรูปครั้งนี้ทำให้การสอบสวนและการฟ้องคดีแยกจากกันอย่างชัดเจนเป็นครั้งแรกในรอบ 78 ปี ภายใต้โครงสร้างใหม่ ตำรวจต้องรับผิดชอบงานสอบสวนในหลายช่วง ตั้งแต่เริ่มต้นคดี รวบรวมหลักฐานและดำเนินการตามคำขอให้สอบสวนเพิ่มเติม ไปจนถึงการสรุปผลการสอบสวน

การแยกหน้าที่มีเป้าหมายให้หน่วยงานที่สอบสวนคดีและหน่วยงานที่พิจารณาฟ้องคดีไม่ใช่หน่วยเดียวกัน คล้ายกับการให้คนหนึ่งตรวจสอบข้อเท็จจริง แล้วให้อีกคนพิจารณาว่าหลักฐานเพียงพอจะนำเรื่องเข้าสู่ศาลหรือไม่ แต่การแบ่งงานเช่นนี้จะทำงานได้ดีเพียงใด ยังขึ้นอยู่กับการประสานงานและการตรวจสอบความรับผิดชอบระหว่างหน่วยงาน

ตำรวจบางส่วนมองว่าอำนาจที่เพิ่มขึ้นไม่ได้มาพร้อมความรู้สึกมั่นใจเสมอไป เจ้าหน้าที่ระดับผู้กำกับการในฝ่ายสอบสวนแห่งหนึ่งในเขตเมืองกล่าวว่า ในช่วงแรกยังไม่เห็นความเปลี่ยนแปลงที่ชัดเจนในงานประจำวัน แต่มีผู้จับตาการทำงานของตำรวจมากขึ้น อีกคนหนึ่งระบุว่าเจ้าหน้าที่ไม่ได้เป็นผู้ร้องขออำนาจที่เพิ่มขึ้นเอง แต่ต้องรับภาระและความคาดหวังที่สูงขึ้น

ความรับผิดชอบที่เพิ่มขึ้นหมายถึงอะไร

  • ตำรวจต้องดูแลการสอบสวนหลายขั้นตอนอย่างต่อเนื่อง ไม่ใช่รับผิดชอบเฉพาะการเริ่มต้นคดี
  • คำขอให้สอบสวนเพิ่มเติมหรือแก้ไขคดีต้องถูกติดตามและดำเนินการให้ทันเวลา
  • ประชาชนอาจคาดหวังให้การสอบสวนมีคุณภาพ รวดเร็ว และตรวจสอบได้มากขึ้น

หน่วยสอบสวนคดีร้ายแรงเริ่มงานทั้งที่ระบบยังไม่ครบ

อีกด้านหนึ่ง หน่วยสอบสวนคดีร้ายแรงแห่งใหม่เริ่มปฏิบัติงานก่อนจะจัดกำลังคนและระบบงานได้อย่างสมบูรณ์ การเริ่มทำงานทั้งที่องค์ประกอบยังไม่พร้อมมักเรียกว่าเปิดหน่วยงานไปก่อน โดยยังต้องเติมบุคลากรและเครื่องมือภายหลัง สถานการณ์นี้ทำให้เกิดความกังวลว่าคดีบางส่วนอาจถูกส่งต่อให้ตำรวจรับผิดชอบแทนในระยะสั้น

เจ้าหน้าที่สอบสวนรายหนึ่งกังวลว่า หน่วยงานใหม่อาจส่งคดีมายังตำรวจโดยอ้างข้อจำกัดด้านบุคลากร ขณะที่ตำรวจเองก็มีคนไม่เพียงพอ แต่ไม่อาจปฏิเสธการรับคดีได้ง่าย ความกังวลนี้สะท้อนปัญหาสำคัญของช่วงเปลี่ยนผ่าน คือการเปลี่ยนโครงสร้างทางกฎหมายอาจเกิดขึ้นรวดเร็วกว่าการเตรียมคน ระบบจัดเก็บข้อมูล และวิธีประสานงาน

หากคดีถูกส่งต่อโดยไม่มีการวางแผนที่ชัดเจน ผลกระทบอาจไม่ได้จำกัดอยู่ที่เจ้าหน้าที่เท่านั้น ผู้เสียหาย ผู้ต้องสงสัย และประชาชนที่รอความคืบหน้าของคดีอาจต้องเผชิญกับการสอบสวนที่ช้าลงหรือการส่งเอกสารซ้ำซ้อน การกำหนดผู้รับผิดชอบและช่องทางส่งต่อคดีจึงเป็นเรื่องเร่งด่วนในช่วงเริ่มต้น

คดีค้างและจำนวนงานต่อคนเพิ่มแรงกดดัน

ตำรวจวางแผนเพิ่มกำลังคนด้านการสอบสวน 4,000 คนในปีนี้ และตั้งทีมให้คำปรึกษาและสนับสนุนการทำงานในพื้นที่ เพื่อช่วยลดความสับสนในการตีความกฎหมาย ทีมดังกล่าวมีความสำคัญในช่วงที่กติกาใหม่เพิ่งเริ่มใช้ เพราะเจ้าหน้าที่อาจต้องตัดสินใจในสถานการณ์ที่แนวปฏิบัติยังไม่ชัดเจน

อย่างไรก็ตาม ภาระงานที่อาจถ่ายโอนมีขนาดใหญ่ ข้อมูล ณ เดือนสิงหาคมระบุว่า มีคดีที่อัยการยังดำเนินการไม่เสร็จประมาณ 160,000 คดี และคดีเหล่านี้จำนวนมากอาจถูกส่งให้ตำรวจดูแล นอกจากนี้ยังมีคดีที่ต้องดำเนินการตามคำขอสอบสวนเพิ่มเติมของอัยการ ทำให้จำนวนงานใหม่อาจซ้อนทับกับคดีที่ตำรวจรับผิดชอบอยู่แล้ว

ภาระงานต่อผู้สอบสวนเพิ่มขึ้นต่อเนื่องก่อนการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ด้วย ในปี 2023 ผู้สอบสวนตำรวจหนึ่งคนรับคดีใหม่เฉลี่ย 110.4 คดีต่อปี แต่เพิ่มเป็น 133.8 คดีต่อปีในปีที่ผ่านมา ตัวเลขดังกล่าวทำให้การเพิ่มคดีจากระบบใหม่ยิ่งน่ากังวล เพราะการสอบสวนแต่ละคดีต้องใช้เวลา ตั้งแต่สอบปากคำ ตรวจสอบเอกสาร ไปจนถึงรวบรวมหลักฐาน

หากจำนวนคดีเพิ่มเร็วกว่ากำลังคน แม้จะมีการเพิ่มเจ้าหน้าที่ตามแผน เวลาที่ใช้ดูแลคดีแต่ละเรื่องก็อาจลดลง และความเสี่ยงที่คดีจะล่าช้าหรือมีข้อผิดพลาดก็อาจสูงขึ้น

สิ่งที่ต้องจับตาในช่วงเปลี่ยนผ่าน

การเริ่มใช้กฎหมายเป็นเพียงขั้นแรก ความสำเร็จของระบบใหม่จะขึ้นอยู่กับการจัดสรรบุคลากร การแบ่งหน้าที่ที่ชัดเจน และการทำให้ข้อมูลคดีส่งต่อระหว่างหน่วยงานได้โดยไม่สะดุด การติดตามคดีรายวันของตำรวจอาจช่วยให้ตรวจพบปัญหาเร็วขึ้น แต่ไม่สามารถทดแทนจำนวนเจ้าหน้าที่ที่เพียงพอหรือระบบงานที่พร้อมได้

ในระยะต่อไป ประเด็นสำคัญคือหน่วยสอบสวนคดีร้ายแรงจะเติมบุคลากรและระบบได้รวดเร็วเพียงใด รวมถึงคดีค้างของอัยการจะถูกส่งต่ออย่างไร หากมีการกำหนดขั้นตอนและผู้รับผิดชอบชัดเจน การเปลี่ยนผ่านก็มีโอกาสลดความสับสน แต่หากคดีไหลเข้าสู่ตำรวจโดยไม่มีทรัพยากรรองรับ ภาระที่เพิ่มขึ้นอาจกระทบทั้งความเร็วและคุณภาพของการสอบสวน

สำหรับประชาชน ผลของการปฏิรูปจะไม่ได้วัดจากชื่อหน่วยงานหรือการแบ่งอำนาจบนกระดาษเท่านั้น แต่จะเห็นได้จากเรื่องใกล้ตัว เช่น เมื่อแจ้งความแล้วได้รับการติดตามคดีอย่างเหมาะสมหรือไม่ ผู้เสียหายได้รับคำอธิบายเกี่ยวกับความคืบหน้าหรือไม่ และการตัดสินใจในคดีสามารถตรวจสอบได้เพียงใด นี่จึงเป็นช่วงที่ทั้งตำรวจและหน่วยงานใหม่ต้องพิสูจน์ว่าระบบที่เปลี่ยนไปจะทำให้กระบวนการยุติธรรมทำงานได้จริง