การใช้จ่ายที่ไร้ทิศทาง: เมื่อความมั่นคงทางการคลังถูกสั่นคลอน
งบประมาณแผ่นดินโดยปกติแล้วควรทำหน้าที่เป็น เกราะป้องกัน (Shield) เพื่อปกป้องประเทศจากวิกฤตทางเศรษฐกิจที่คาดไม่ถึง แต่ในปัจจุบัน สถานการณ์ของเกาหลีใต้กำลังเปลี่ยนไป งบประมาณเริ่มกลายเป็น กระจกสะท้อน (Mirror) ของการเอาตัวรอดทางการเมืองมากกว่าการวางแผนยุทธศาสตร์ระยะยาว
ล่าสุด รัฐบาลได้อนุมัติงบประมาณเพิ่มเติมจำนวน 26.2 ล้านล้านวอน (ประมาณ 1.78 หมื่นล้านดอลลาร์) ซึ่งแม้จะมีเป้าหมายเพื่อบรรเทาผลกระทบจากสงครามในตะวันออกกลาง แต่การตัดสินใจครั้งนี้สะท้อนให้เห็นถึงความเคยชินในการขยายการใช้จ่ายภาครัฐอย่างง่ายดาย ซึ่งขัดแย้งกับภาระหนี้สินที่กำลังพอกพูนขึ้นอย่างน่ากังวล
วงจรการใช้จ่ายและแรงกดดันจากปัจจัยภายนอก
นี่คือการจัดสรรงบประมาณเพิ่มเติมครั้งที่สองนับตั้งแต่ประธานาธิบดี อี แจ-มยอง เข้ารับตำแหน่ง และมีแนวโน้มว่าจะไม่ใช่ครั้งสุดท้าย เนื่องจากเจ้าหน้าที่รัฐได้ส่งสัญญาณว่าอาจต้องมีการแทรกแซงทางการเงินเพิ่มเติมหากสถานการณ์ภายนอกเลวร้ายลง
ในขณะเดียวกัน องค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา หรือ OECD (องค์กรระหว่างประเทศที่รวบรวมประเทศพัฒนาแล้วเพื่อกำหนดมาตรฐานนโยบายเศรษฐกิจ) ได้ปรับลดคาดการณ์การเติบโตทางเศรษฐกิจของเกาหลีใต้ลงจาก 2.1% เหลือเพียง 1.7% ซึ่งแสดงให้เห็นว่าเศรษฐกิจกำลังได้รับผลกระทบอย่างหนักจาก:
- ความผันผวนของห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain Volatility): การหยุดชะงักของการขนส่งสินค้าและวัตถุดิบจากต่างประเทศ
- ความต้องการที่ลดลง (Cooling Demand): ผู้บริโภคและภาคธุรกิจระมัดระวังการใช้จ่ายมากขึ้นเนื่องจากค่าครองชีพที่สูงขึ้น
การสนับสนุนชั่วคราวเป็นสิ่งจำเป็น แต่การทำให้การสนับสนุนนั้นกลายเป็นเรื่องปกติจะทำลายความสามารถในการรับมือกับวิกฤตที่แท้จริงในอนาคต
เจาะลึกตัวเลขหนี้สาธารณะ: ระเบิดเวลาทางการเงิน
มาตรการช่วยเหลือในครั้งนี้ครอบคลุมทั้งการอุดหนุนค่าเชื้อเพลิง ส่วนลดค่าขนส่ง และการจ่ายเงินสดให้แก่ครัวเรือนประมาณ 70% แม้สิ่งเหล่านี้จะช่วยบรรเทาความเดือดร้อนของกลุ่มเปราะบางและธุรกิจขนาดเล็กได้ในระยะสั้น แต่ผลกระทบสะสมกำลังทำให้ พื้นที่ในการดำเนินนโยบาย (Room for Maneuver) ของรัฐบาลลดน้อยลง
สถานะหนี้สินที่น่ากังวล
- ยอดหนี้รวม: ณ สิ้นปี 2025 หนี้สาธารณะของเกาหลีใต้พุ่งสูงถึง 1,304.5 ล้านล้านวอน ซึ่งเพิ่มขึ้นเกือบสองเท่าเมื่อเทียบกับปี 2017
- การคาดการณ์: คาดว่าหนี้จะเพิ่มขึ้นเป็น 1,413 ล้านล้านวอน ในปีนี้ ส่งผลให้สัดส่วนหนี้ต่อ GDP (Gross Domestic Product หรือ ผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ ซึ่งคือมูลค่าสินค้าและบริการทั้งหมดที่ผลิตได้ในประเทศ) พุ่งขึ้นเป็น 50.6%
- แนวโน้มระยะยาว: หากเศรษฐกิจเติบโตช้าลง สัดส่วนนี้อาจแตะ 60% ภายในสิ้นทศวรรษนี้
สิ่งที่น่ากังวลยิ่งกว่าคือ โครงสร้างของหนี้ โดยหนี้ที่เกิดจากการขาดดุล (Deficit-based liabilities) ซึ่งต้องชดใช้คืนผ่านการเก็บภาษีในอนาคต มีสัดส่วนสูงถึง 72% ของหนี้ทั้งหมด หมายความว่าภาระนี้จะตกอยู่กับผู้เสียภาษีในรุ่นถัดไปโดยตรง โดยไม่มีสินทรัพย์มาค้ำประกัน
การเมืองนำเศรษฐกิจ: กับดักของการหาเสียง
ประเด็นที่น่ากังวลอีกประการคือแหล่งที่มาของเงินทุน แทนที่รัฐบาลจะออกพันธบัตรเพิ่ม แต่กลับนำ รายได้ภาษีที่สูงกว่าคาด (Tax Windfalls) มาใช้จ่าย ซึ่งตามหลักการแล้ว เงินส่วนเกินนี้ควรถูกนำไปใช้เพื่อ ลดหนี้เดิม (Debt Reduction) เพื่อสร้างความมั่นคงทางการคลัง
อย่างไรก็ตาม แรงจูงใจทางการเมืองกำลังเข้ามามีบทบาทสำคัญ เนื่องจากมีการเลือกตั้งท้องถิ่นที่กำลังจะมาถึง ทั้งพรรครัฐบาลและพรรคฝ่ายค้านต่างเสนอโครงการที่เกินกว่าความจำเป็นของงบประมาณเพิ่มเติม
- การขยายขอบเขต: มีการเพิ่มรายการใช้จ่ายที่ไม่เกี่ยวข้องกับวิกฤตเศรษฐกิจเข้าไปในกระบวนการนิติบัญญัติ
- การเปลี่ยนเป้าหมาย: จากการช่วยเหลือกลุ่มเปราะบาง กลายเป็นการสร้างคะแนนนิยมจากผู้มีสิทธิเลือกตั้ง
ความท้าทายเชิงโครงสร้างและทางออกที่ยั่งยืน
เกาหลีใต้กำลังเผชิญกับสถานการณ์ที่ยากลำบาก เนื่องจากมีการขาดดุลเกิน 100 ล้านล้านวอน ติดต่อกันหลายปี และไม่สามารถรักษาเพดานการขาดดุลให้อยู่ในระดับ 3% ของ GDP ได้ตามเป้าหมาย นอกจากนี้ ปัญหา สังคมสูงวัย (Rapid Aging) จะยิ่งกดดันให้รัฐบาลต้องใช้จ่ายด้านสวัสดิการและสาธารณสุขเพิ่มขึ้นอย่างมหาศาลในอนาคต
แนวทางการแก้ไขที่ควรจะเป็น
การแก้ปัญหาไม่ใช่การใช้มาตรการรัดเข็มขัด (Austerity) อย่างสุดโต่งในขณะที่มีวิกฤต แต่คือการสร้าง วินัยทางการคลัง (Fiscal Discipline) ที่ชัดเจน:
- การปรับโครงสร้างรายจ่าย (Expenditure Restructuring): ตัดลดงบประมาณที่ไม่จำเป็นและเพิ่มประสิทธิภาพในการใช้เงิน
- การกำหนดกฎเกณฑ์ทางการคลัง (Fiscal Rules): สร้างเพดานการใช้จ่ายที่เข้มงวดและโปร่งใส
- การลงทุนในผลิตภาพ (Productivity): เปลี่ยนจากการแจกเงินเป็นการลงทุนในเทคโนโลยีและโครงสร้างพื้นฐานที่สร้างรายได้ในระยะยาว
งบประมาณสามารถดูดซับแรงกระแทกจากวิกฤตได้ แต่ไม่สามารถรองรับทั้งแรงกดดันภายนอกและความต้องการทางการเมืองภายในประเทศได้ตลอดไป
ในขณะนี้ การเงินสาธารณะของเกาหลีใต้ยังไม่ถึงขั้นวิกฤต แต่ทิศทางที่กำลังดำเนินอยู่มีความเสี่ยงสูง หากรัฐบาลยังคงปล่อยให้การเมืองนำทางเศรษฐกิจ ความสามารถในการรับมือกับวิกฤตที่แท้จริงจะถูกกัดกร่อนจนหมดสิ้น และเราจะตระหนักถึงความสูญเสียนี้ก็ต่อเมื่อสายเกินไป



















