ความย้อนแย้งของตลาดแรงงานแคนาดา: การศึกษาสูงแต่โอกาสต่ำ

แคนาดากำลังเผชิญกับสถานการณ์ที่น่าประหลาดใจในตลาดแรงงาน แม้ว่าประเทศนี้จะครองอันดับหนึ่งในกลุ่มประเทศ G7 (กลุ่มประเทศอุตสาหกรรมชั้นนำ 7 ประเทศ) ในด้านการมีแรงงานที่มีการศึกษาสูงที่สุด และมีการผลิตบัณฑิตจบใหม่ในจำนวนที่มากกว่าครั้งไหนๆ ในประวัติศาสตร์ แต่สำหรับคนรุ่นใหม่หลายล้านคน เส้นทางจากรั้วมหาวิทยาลัยสู่การทำงานที่มั่นคงกลับกลายเป็นเรื่องที่ยากลำบากอย่างยิ่ง

ข้อมูลที่น่าตกใจระบุว่า ระหว่างปี 2022 ถึง 2025 ตำแหน่งงานว่างที่ต้องการวุฒิปริญญาตรีและประสบการณ์ทำงานน้อยกว่า 3 ปี ลดลงมากกว่าครึ่งหนึ่ง สิ่งนี้สะท้อนให้เห็นว่าประตูบานแรกที่เปิดรับคนรุ่นใหม่กำลังถูกปิดลงอย่างช้าๆ

สถิติที่น่ากังวล:- ประมาณ 40% ของบัณฑิตแคนาดาอยู่ในภาวะ Underemployed (การทำงานต่ำกว่าระดับการศึกษา เช่น จบปริญญาตรีแต่ทำงานที่ใช้เพียงวุฒิ ม.6)- อัตราการว่างงานของเยาวชนพุ่งสูงถึง 15% ในเดือนกันยายน 2025 ซึ่งสูงกว่าอัตราการว่างงานของผู้ใหญ่ถึงสองเท่า และเป็นระดับที่สูงที่สุดในรอบ 15 ปี (หากไม่นับช่วงการแพร่ระบาดของโควิด-19)

มากกว่าแค่ 'ขาดทักษะ': ปัญหาที่แท้จริงคือ 'ช่องว่างการเปลี่ยนผ่าน'

บ่อยครั้งที่ผู้คนมักวินิจฉัยว่าปัญหาเกิดจาก Skills Gap (ช่องว่างทางทักษะ หรือการที่ผู้สมัครไม่มีทักษะที่นายจ้างต้องการ) ซึ่งคำวินิจฉัยนี้ไม่ผิดเสียทีเดียว แต่เป็นการมองปัญหาที่จุดผิดจุด ปัญหาที่แท้จริงไม่ใช่แค่เรื่องของทักษะ แต่คือการที่ ระบบการเปลี่ยนความรู้ให้กลายเป็นผลงานที่ได้รับการยอมรับในที่ทำงานนั้นพังทลายลง

รายงานฉบับใหม่ชื่อ "Entry-Level Employment: The Canary in Canada’s Labour Market Coal Mine" เปรียบเทียบสถานการณ์นี้กับ "นกคานารีในเหมืองถ่านหิน" (ซึ่งในอดีตคนเหมืองใช้นกคานารีเพื่อตรวจจับก๊าซพิษที่มองไม่เห็น หากนกตายหมายถึงอันตรายที่กำลังจะมาถึง) การล่มสลายของโอกาสในงานระดับเริ่มต้น (Entry-level) จึงไม่ใช่แค่ปัญหาของคนรุ่นใหม่ แต่เป็นสัญญาณเตือนภัยล่วงหน้าถึงวิกฤตที่ใหญ่กว่าในตลาดแรงงานของแคนาดา

การล่มสลายของโครงสร้างพื้นฐานในการเปลี่ยนผ่าน

ในอดีต งานระดับเริ่มต้นไม่ได้เป็นเพียงแค่การจ้างงาน แต่เป็นส่วนหนึ่งของระบบที่เปลี่ยน การเรียนรู้ (Learning) ให้กลายเป็น มูลค่าในตลาดแรงงาน (Labour-market value) โดยระบบนี้ทำหน้าที่สำคัญ 4 ประการ:

  1. การพัฒนาทักษะ: ฝึกฝนและขัดเกลาทักษะภายใต้การดูแลของผู้เชี่ยวชาญ
  2. การสร้างตัวตนทางวิชาชีพ: เรียนรู้ว่าการเป็นมืออาชีพในสายงานนั้นๆ ต้องปฏิบัติตัวอย่างไร
  3. การสร้างเครือข่าย: สร้างสายสัมพันธ์กับเพื่อนร่วมงานและผู้บริหาร
  4. การพิสูจน์ความสามารถ: ทำให้นายจ้างเห็นศักยภาพที่แท้จริงผ่านผลงาน

ตลอดศตวรรษที่ 20 ความเสี่ยงในการพัฒนาคนถูกแบ่งปันระหว่างรัฐบาล บุคคล และนายจ้าง โดยนายจ้างยินดีลงทุนพัฒนาพนักงานเพราะมองว่าผลตอบแทนจะเกิดขึ้นในระยะยาวตลอดหลายทศวรรษที่พนักงานทำงานให้บริษัท


จาก 'จ้างมาเพื่อพัฒนา' สู่ 'จ้างคนที่พร้อมใช้งานทันที'

ในช่วง 30 ปีที่ผ่านมา ระบบการเปลี่ยนผ่านนี้เสื่อมถอยลง โมเดลการจ้างงานแบบ "Hire and Develop" (จ้างมาก่อนแล้วค่อยสอนงาน) ถูกแทนที่ด้วยงานระยะสั้น งานสัญญาจ้าง และ Gig Work (งานรับจ้างอิสระเป็นชิ้นๆ เช่น ไรเดอร์ หรือฟรีแลนซ์) ซึ่งปัจจุบันคิดเป็นถึง 1 ใน 4 ของแรงงานในแคนาดา

นอกจากนี้ การแพร่ระบาดของโควิด-19 ที่ทำให้เกิดการทำงานแบบ Remote Work (การทำงานทางไกล) และ Hybrid Work (การทำงานแบบผสมผสานระหว่างบ้านและออฟฟิศ) ยิ่งทำให้ฟังก์ชันการสอนงานในที่ทำงานลดน้อยลง เพราะพนักงานใหม่ไม่มีโอกาสได้สังเกตและเรียนรู้จากรุ่นพี่แบบตัวต่อตัว

ผลกระทบที่เกิดขึ้นกับบัณฑิตจบใหม่

เมื่อระบบการเปลี่ยนผ่านหายไป ภาระในการพิสูจน์ตัวเองจึงตกอยู่ที่ตัวบุคคลเพียงลำพัง นายจ้างจึงเริ่มตั้งเงื่อนไขที่ดูไม่สมเหตุสมผล เช่น ต้องการผู้สมัครระดับ 'เริ่มต้น' (Entry-level) แต่ต้องมีประสบการณ์ทำงานหลายปี

ทำไมบริษัทถึงทำแบบนั้น?นายจ้างไม่ได้ไร้เหตุผล แต่พวกเขาเพียงแค่ปรับตัวตามสภาพแวดล้อมที่ไม่มีกลไกในการสังเกตและพัฒนาผู้มีความสามารถหน้าใหม่ได้โดยตรง พวกเขาจึงหันไปพึ่งพา ตัวชี้วัดทางอ้อม (Proxies) เช่น ชื่อเสียงของมหาวิทยาลัย หรือใบรับรองต่างๆ ซึ่งสิ่งเหล่านี้มักจะเอื้อประโยชน์ให้กับผู้ที่มีฐานะทางสังคมสูงกว่า (Systemic Advantage) และกีดกันผู้ที่มีความสามารถแต่ขาดเส้นสายหรือทุนทรัพย์

สัญญาณเตือนภัยสำหรับทุกคน ไม่ใช่แค่เด็กจบใหม่

วิกฤตนี้ไม่ได้จำกัดอยู่แค่คนที่เพิ่งเรียนจบ เพราะในปัจจุบัน ชีวิตการทำงานยืดยาวออกไปถึง 4-5 ทศวรรษ และต้องเปลี่ยนงาน เปลี่ยนสายอาชีพ หรือเปลี่ยนเทคโนโลยีอยู่บ่อยครั้ง

World Economic Forum ประเมินว่า 39% ของชุดทักษะในปัจจุบันจะล้าสมัยภายใน 5 ปี ดังนั้น ความสามารถในการเปลี่ยนการเรียนรู้ให้เป็นผลงานที่ยอมรับได้ จึงไม่ใช่เรื่องของเด็กจบใหม่เท่านั้น แต่เป็นความจำเป็นสำหรับทุกคนที่ต้องปรับตัว (Reskilling) ในทุกช่วงวัยของอาชีพ


แนวทางแก้ไข: การสร้างระบบการเปลี่ยนผ่านใหม่

เพื่อให้แคนาดากลับมามีผลิตภาพ (Productivity) อีกครั้ง รายงานได้เสนอ 4 แนวทางหลักในการปฏิรูป:

1. สร้างเส้นทางงานระดับเริ่มต้นที่มีโครงสร้างชัดเจน

ต้องขยายระบบ Apprenticeships (การฝึกหัดงาน) และโปรแกรมฝึกอบรมบัณฑิตให้ครอบคลุมทุกอาชีพ ไม่ใช่แค่ในสายช่างหรือการแพทย์ เพื่อให้นายจ้างกลับมาเป็น "หุ้นส่วน" ในการพัฒนาคน ไม่ใช่แค่ "ผู้บริโภค" ทักษะ

2. ผสานการเรียนรู้เข้ากับการทำงานอย่างต่อเนื่อง

ส่งเสริม Work-integrated learning (การเรียนรู้เชิงบูรณาการกับการทำงาน) ในทุกช่วงของอาชีพ เพื่อให้เกิดการพัฒนาทักษะและสร้างความสัมพันธ์ทางวิชาชีพอย่างสม่ำเสมอ ไม่ใช่ทำแค่ตอนเริ่มงานครั้งแรก

3. ปรับสมดุลความเสี่ยงและความรับผิดชอบ

ลดการพึ่งพาการฝึกงานแบบไม่มีค่าจ้าง (Unpaid Internships) ซึ่งเป็นระบบที่เอื้อต่อผู้ที่มีฐานะทางการเงินเท่านั้น และสร้างระบบที่เปิดโอกาสให้คนแคนาดาทุกคนเข้าถึงการพิสูจน์ทักษะได้อย่างเท่าเทียม

4. สร้างระบบการรับรองทักษะแบบเปิด (Open-recognition System)

พัฒนาโครงสร้างพื้นฐานที่สามารถ ตรวจสอบและรับรองทักษะ (Verify Skills) ได้อย่างเป็นมาตรฐาน ไม่ว่าทักษะนั้นจะถูกสร้างขึ้นจากที่ใดหรือด้วยวิธีใดก็ตาม เพื่อให้ทักษะที่แท้จริงถูกมองเห็นโดยนายจ้างโดยไม่ต้องพึ่งพาเพียงแค่ชื่อมหาวิทยาลัย

บทสรุป: คำถามไม่ใช่ว่าคนแคนาดามีการศึกษาหรือทักษะเพียงพอหรือไม่ เพราะคำตอบคือ "มี" แต่ปัญหาคือเราขาดสะพานที่เชื่อมระหว่าง "สิ่งที่เรียน" กับ "สิ่งที่นายจ้างยอมรับ" การสร้างสะพานนี้ขึ้นมาใหม่คือทางเดียวที่จะทำให้แคนาดาก้าวข้ามวิกฤตผลิตภาพและสร้างโอกาสที่เท่าเทียมให้กับแรงงานในอนาคต