ปรากฏการณ์การลดลงของยอดขายแอลกอฮอล์: เรื่องจริงหรือแค่การคาดเดา?
ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา มีรายงานข่าวจำนวนมากเกี่ยวกับยอดขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ที่ลดลงในทวีปอเมริกาเหนือ ซึ่งสร้างความสงสัยให้กับหลายฝ่ายว่าเกิดอะไรขึ้นกันแน่ ในฐานะผู้อำนวยการของสถาบันวิจัยการใช้สารเสพติดแห่งแคนาดา (Canadian Institute for Substance Use Research) มหาวิทยาลัยวิกตอเรีย มองว่านี่คือพัฒนาการที่สำคัญซึ่งส่งผลกระทบต่อสุขภาพและสังคมในวงกว้าง
หากพิจารณาจากข้อมูลยอดขาย ซึ่งมีความแม่นยำกว่าการทำแบบสำรวจที่ให้ผู้คนตอบด้วยตนเอง จะพบว่าการลดลงนี้เป็น เรื่องจริง โดยข้อมูลจาก Statistics Canada ระบุว่ายอดขายแอลกอฮอล์ต่อหัว (ปริมาณเฉลี่ยที่ขายต่อคนที่มีอายุ 15 ปีขึ้นไป) ลดลงติดต่อกันเป็นปีที่ 4
จากปี 2020-21 ที่มียอดขายอยู่ที่ 8.3 ลิตรของเอทานอล (ประมาณ 487 แก้วมาตรฐานต่อปี) ลดลงเหลือเพียง 6.8 ลิตร (399 แก้วมาตรฐาน) ในปี 2024-25 ซึ่งคิดเป็นการลดลงอย่างรุนแรงถึง 18 เปอร์เซ็นต์
ปรากฏการณ์นี้ไม่ได้เกิดขึ้นแค่ในแคนาดาเท่านั้น แต่ในสหรัฐอเมริกาก็พบแนวโน้มการลดลงของยอดขายแอลกอฮอล์ในลักษณะเดียวกัน ซึ่งชี้ให้เห็นว่านี่คือการเปลี่ยนแปลงทางพฤติกรรมในระดับภูมิภาค
เจาะลึกปัจจัยที่ทำให้คนดื่มน้อยลง: ทำไมเทรนด์นี้ถึงเกิดขึ้น?
การที่ผู้คนหันมาดื่มแอลกอฮอล์น้อยลงไม่ได้เกิดจากสาเหตุเดียว แต่เป็นผลรวมของปัจจัยหลายประการที่ส่งเสริมซึ่งกันและกัน ดังนี้
1. ความกังวลด้านสุขภาพและบรรทัดฐานทางสังคมที่เปลี่ยนไป
ในอดีตมีความเชื่อว่าการดื่มไวน์ในปริมาณที่เหมาะสมอาจส่งผลดีต่อสุขภาพ แต่ในปัจจุบัน ความเชื่อดังกล่าวถูก หักล้าง (Debunked) ด้วยหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ แนวทางด้านแอลกอฮอล์และสุขภาพของแคนาดาระบุว่า ความเสี่ยงในการเสียชีวิตจากแอลกอฮอล์จะเพิ่มขึ้นหากดื่มมากกว่า 2 แก้วต่อสัปดาห์
นอกจากนี้ รายงานจากศัลยแพทย์ใหญ่ของสหรัฐฯ ยังเน้นย้ำว่าแอลกอฮอล์มีความสัมพันธ์โดยตรงกับการเกิด มะเร็ง 7 ชนิด รวมถึงมะเร็งเต้านม ลำไส้ใหญ่ ตับ และหลอดอาหาร สิ่งนี้ทำให้เกิดกระแสที่เรียกว่า Sober Curious (กลุ่มคนที่ตั้งคำถามและทดลองใช้ชีวิตโดยไม่ดื่มแอลกอฮอล์) และกิจกรรมอย่าง Dry January (การงดดื่มแอลกอฮอล์ตลอดเดือนมกราคม)
2. ภาวะเงินเฟ้อและกำลังซื้อที่ลดลง
เศรษฐกิจมีผลอย่างมากต่อพฤติกรรมการบริโภค ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา แคนาดาเผชิญกับ ภาวะเงินเฟ้อ (Inflation) หรือภาวะที่ราคาสินค้าและบริการโดยทั่วไปสูงขึ้น ทำให้ค่าครองชีพพื้นฐาน เช่น อาหาร มีราคาสูงขึ้น
เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ถูกจัดเป็นสินค้าที่ ตอบสนองต่อราคา (Price-responsive good) หมายความว่าเมื่อผู้คนมีรายได้สุทธิ (เงินที่เหลือหลังจากหักภาษีและค่าใช้จ่ายจำเป็น) มากขึ้น พวกเขาจะซื้อมากขึ้น และในทางกลับกัน เมื่อต้องประหยัดเงิน สิ่งแรกๆ ที่ถูกตัดออกคือเครื่องดื่มแอลกอฮอล์
3. การปรับตัวหลังยุคโควิด-19
ในช่วงการแพร่ระบาดของ COVID-19 ปริมาณการดื่มแอลกอฮอล์ในแคนาดาพุ่งสูงขึ้นเนื่องจากความเครียดและการกักตัว เมื่อสถานการณ์คลี่คลายลง จึงเป็นเรื่องปกติที่การบริโภคจะลดลง อย่างไรก็ตาม สิ่งที่น่าสนใจคือ ปัจจุบันยอดขายได้ลดลงไป ต่ำกว่าระดับก่อนเกิดโควิด เสียอีก
4. ผลกระทบจากการย้ายถิ่นฐาน
แคนาดามีการรับผู้อพยพจำนวนมากในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา โดยหลายคนมาจากประเทศที่มีวัฒนธรรมการดื่มแอลกอฮอล์ต่ำกว่าแคนาดา เช่น อินเดีย ซึ่งส่งผลให้ค่าเฉลี่ยการดื่มต่อหัวลดลง อย่างไรก็ตาม ยอดขายรวมที่ลดลงชี้ให้เห็นว่า แม้แต่กลุ่มคนดั้งเดิมที่ไม่ใช่ผู้อพยพก็ดื่มน้อยลงเช่นกัน
ปัจจัยเสริมอื่นๆ และเทคโนโลยีทางการแพทย์
นอกเหนือจากปัจจัยหลัก ยังมีปัจจัยรองที่น่าสนใจซึ่งส่งผลต่อแนวโน้มนี้:
- ผลิตภัณฑ์ทางเลือก (No- and Low-alcohol): มีการเติบโตอย่างรวดเร็วของเบียร์ที่ไม่มีแอลกอฮอล์หรือมีแอลกอฮอล์ต่ำ ซึ่งเข้ามาแทนที่การดื่มแบบเดิม
- การใช้กัญชา: แม้จะมีการทำให้กัญชาถูกกฎหมายในปี 2018 แต่ข้อมูลยังไม่ชัดเจนว่ากัญชาเข้ามาแทนที่แอลกอฮอล์หรือไม่ เนื่องจากยอดขายแอลกอฮอล์ยังคงคงที่ในช่วงแรกของการเปิดเสรีกัญชา
- พฤติกรรมของคนรุ่นใหม่: วัยรุ่นในอเมริกาเหนือมีแนวโน้มดื่มแอลกอฮอล์น้อยลงในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา และเมื่อคนกลุ่มนี้เติบโตเป็นผู้ใหญ่ ค่าเฉลี่ยการดื่มของประชากรโดยรวมจึงลดลงตามไปด้วย
จุดเปลี่ยนสำคัญ: ยาลดน้ำหนักกลุ่ม GLP-1
หนึ่งในปัจจัยที่น่าจับตามองที่สุดคือการใช้ยาในกลุ่ม GLP-1 agonist เช่น Ozempic ซึ่งใช้รักษาโรคอ้วนและเบาหวาน ปัจจุบันมีชาวแคนาดาใช้ยาประเภทนี้ถึง 3 ล้านคน
ยาเหล่านี้ไม่เพียงแต่ลดความอยากอาหาร แต่ยังมีผลในการ ลดความอยากดื่มแอลกอฮอล์ ด้วย ปัจจุบันมีการศึกษาวิจัยเพื่อใช้ยาเหล่านี้ในการรักษาโรคติดสุรา (Alcohol Use Disorders) ซึ่งอาจเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้ผู้ใหญ่ช่วงวัยกลางคนและผู้สูงอายุดื่มน้อยลง
ผลกระทบต่อสังคมและเศรษฐกิจในอนาคต
การลดลงของการบริโภคแอลกอฮอล์ส่งผลกระทบในสองด้านที่ขัดแย้งกัน:
1. ด้านสาธารณสุขและภาษี ในระยะยาว สังคมจะได้ประโยชน์มหาศาล เนื่องจากค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาลที่เกิดจากแอลกอฮอล์นั้น สูงกว่ารายได้จากภาษี ที่รัฐจัดเก็บได้ การที่คนดื่มน้อยลงจึงช่วยลดภาระของระบบสาธารณสุขและเงินภาษีของประชาชน
2. ด้านอุตสาหกรรม แน่นอนว่าธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับแอลกอฮอล์จะได้รับผลกระทบเชิงลบ แต่ในทางเศรษฐศาสตร์ เงินที่ผู้บริโภคประหยัดได้จากการไม่ซื้อแอลกอฮอล์จะถูกนำไปใช้จ่ายในภาคส่วนอื่นๆ ของเศรษฐกิจแทน
บทสรุปและมุมมองในอนาคต
แม้ว่าแนวโน้มปัจจุบันจะชี้ไปในทิศทางที่ลดลงอย่างชัดเจน แต่ยังไม่สามารถสรุปได้ว่านี่จะเป็นการเปลี่ยนแปลงถาวรหรือเป็นเพียงกระแสชั่วคราว สิ่งที่ต้องติดตามต่อไปคือ ยอดขายจะทรงตัวหรือจะกลับมาเพิ่มขึ้นอีกครั้งเมื่อปัจจัยทางเศรษฐกิจและสังคมเปลี่ยนแปลงไป



















