จากการกักบริเวณสู่ยอดเขาสูง

เมื่อวันที่ 9 มิถุนายน หลังจากคำสั่ง กักบริเวณในบ้าน (มาตรการทางกฎหมายที่ห้ามบุคคลออกนอกเคหะสถานหรือติดต่อกับผู้อื่นเพื่อจำกัดสิทธิเสรีภาพ) ครั้งแรกสิ้นสุดลง นาย คิมยองซัม (หรือที่รู้จักกันในนาม YS) ได้ตัดสินใจขึ้นเขาซัมกักซาน (เขาบุกฮันซาน) ทันที

เขาเริ่มเดินจากเซกึมจองไปสิ้นสุดที่จองนึง พร้อมกับคนสนิท 10 คน เช่น คิมซูฮัน, ชเวฮยองอู และคิมดงยอง ซึ่งการเดินทางในวันนั้นได้ถูกบันทึกไว้ว่าเป็นวันก่อตั้ง 'ชมรมปีนเขาเพื่อประชาธิปไตย' (กลุ่มการเมืองที่ใช้ชื่อบังหน้าเป็นชมรมกีฬาเพื่อหลีกเลี่ยงการจับกุม)


ความสุขบนยอดเขาและความเศร้าเมื่อลงสู่พื้นดิน

ต่อมาในวันที่ 13 มิถุนายน กลุ่มคนทั้ง 10 คนยังคงมุ่งหน้าเดินเขาโดบงซานต่อไป สำหรับพวกเขาแล้ว การปีนเขาเปรียบเสมือนการออกกำลังกายไปพร้อมกับการประชุมลับท่ามกลางธรรมชาติที่ไม่มีใครกล้าตามขึ้นมาสอดแนม

"ตอนอยู่บนเขาผมรู้สึกดีมากจริงๆ แต่พอลงมาข้างล่างกลับรู้สึกเหมือนลงมาสู่ที่ที่ประหลาดและน่าหดหู่ใจ ผมไม่รู้จะอธิบายความรู้สึกนี้ออกมาเป็นคำพูดได้อย่างไร"

ความรู้สึกของคิมยองซัมเปรียบได้กับการได้รับ อากาศบริสุทธิ์ (ในที่นี้หมายถึงเสรีภาพ) เพียงช่วงสั้นๆ ก่อนจะต้องกลับไปเผชิญกับสถานการณ์บ้านเมืองที่มืดมนใต้การปกครองของเผด็จการในยุคนั้น


ความสำคัญของการปีนเขาในเชิงสัญลักษณ์

การปีนเขากลายเป็นอาวุธในการต่อสู้แบบ สันติวิธี (การต่อสู้โดยไม่ใช้ความรุนแรง) ที่สำคัญที่สุดอย่างหนึ่งในประวัติศาสตร์การเมืองเกาหลีใต้ โดยมีลักษณะเด่นดังนี้:

  • การรวมตัว: เป็นพื้นที่เดียวที่ฝ่ายค้านสามารถรวมตัวกันเป็นกลุ่มใหญ่ได้โดยไม่ถูกสลายการชุมนุม
  • ความอดทน: การปีนเขาสูงเปรียบเสมือนความมุ่งมั่นที่จะไม่ยอมแพ้ต่ออุปสรรคทางการเมือง
  • ความสามัคคี: การช่วยกันเดินขึ้นเขาช่วยสร้างความผูกพันที่แน่นแฟ้นระหว่างสมาชิก

ก้าวแรกที่เขาซัมกักซานในวันนั้น ไม่ใช่เพียงแค่การออกกำลังกายของอดีตประธานาธิบดี แต่คือการวางรากฐานอันแข็งแกร่งให้กับเส้นทางสู่ประชาธิปไตยของเกาหลีใต้ในเวลาต่อมา