โชฮีแด ประธานศาลฎีกา ยื่นหนังสือชี้แจงเหตุไม่ไปปรากฏตัว หลังคณะกรรมาธิการกิจการกฎหมายและตุลาการแห่งรัฐสภาเรียกให้ไปเป็นพยานทั่วไปในการตรวจสอบการทำงานของศาลฎีกาโดยรัฐสภา การตรวจสอบการทำงานของรัฐสภา (국정감사) มีกำหนดจัดขึ้นในวันที่ 6 ตุลาคม และพรรคประชาธิปไตยเกาหลีระบุว่าจะซักถามอย่างเจาะจงถึงกรณีปฏิเสธการเสนอชื่อผู้สมัครเป็นผู้พิพากษาศาลฎีกาอีกครั้ง ประเด็นที่ถกเถียงกันคือประธานศาลฎีกาต้องไปปรากฏตัวในฐานะพยานหรือไม่ และอำนาจตรวจสอบของรัฐสภาจะครอบคลุมการใช้อำนาจอย่างเป็นอิสระของฝ่ายตุลาการได้มากเพียงใด
ภูมิหลังและบริบท
คิมอึยกยอม (김의겸) สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและผู้ประสานงานของพรรคประชาธิปไตยเกาหลีในคณะกรรมาธิการกิจการกฎหมายและตุลาการ ระบุในแถลงการณ์เมื่อวันที่ 4 ตุลาคมว่า การตรวจสอบการทำงานของรัฐสภาเป็นอำนาจของรัฐสภาที่ได้รับการรับรองตามมาตรา 61 ของรัฐธรรมนูญ (헌법 제61조) และการบริหารงานด้านตุลาการก็เป็นเรื่องที่ตรวจสอบได้ คิมอ้างมาตรา 2 ของพระราชบัญญัติว่าด้วยการให้การและการตรวจสอบพยานหลักฐานของรัฐสภา (국회증언감정법) โดยกล่าวว่า หากไม่มีข้อกำหนดพิเศษ ผู้ที่ได้รับคำเรียกให้ไปเป็นพยานต้องปฏิบัติตาม และหน้าที่ดังกล่าวใช้กับประธานศาลฎีกาด้วย เขายืนยันว่ากรณีปฏิเสธการเสนอชื่อผู้สมัครเป็นผู้พิพากษาศาลฎีกาอีกครั้งไม่ใช่เหตุให้ปฏิเสธการสาบานหรือการให้การ
ในทางกลับกัน เนื้อหาในหนังสือชี้แจงเหตุไม่ไปปรากฏตัวที่ประธานโชยื่นนั้นมุ่งเน้นความกังวลเกี่ยวกับความเป็นอิสระของอำนาจตุลาการและอำนาจเสนอชื่อ ตามรายงานข่าว เขาระบุว่า การให้การต่อรัฐสภาเกี่ยวกับการใช้อำนาจเสนอชื่อ ซึ่งเป็นอำนาจอิสระตามรัฐธรรมนูญของประธานศาลฎีกา ขัดต่อเจตนารมณ์ของการแบ่งแยกอำนาจและความเป็นอิสระของอำนาจตุลาการ อีกทั้งยังเกินขอบเขตของการตรวจสอบการทำงานของรัฐสภาตามหลักการแบ่งแยกอำนาจ เขายังให้เหตุผลว่าไม่เหมาะสมที่จะเปิดเผยข้อมูลอ่อนไหวเกี่ยวกับประวัติของผู้สมัครและการแต่งตั้งที่กำลังดำเนินอยู่ รวมถึงรายละเอียดการหารือกับประธานาธิบดี และไม่อาจตัดความเป็นไปได้ที่จะมีการสอบสวนจากข้อกล่าวหาเกี่ยวกับการใช้อำนาจเสนอชื่อ
ซอยองกโย (서영교) ประธานคณะกรรมาธิการกิจการกฎหมายและตุลาการ เปิดเผยว่า ในหนังสือเรียกให้เป็นพยานมีการอ้างมาตรา 129 ของพระราชบัญญัติรัฐสภา (국회법) มาตรา 10 ของพระราชบัญญัติว่าด้วยการตรวจสอบและสอบสวนของรัฐสภา (국정감사 및 조사에 관한 법률) และมาตรา 5 ของพระราชบัญญัติว่าด้วยการให้การและการตรวจสอบพยานหลักฐานของรัฐสภา โดยกล่าวว่าในความเห็นของฝ่ายประธานโชระบุว่าไม่มีหน้าที่ต้องมาปรากฏตัว สาบานตน หรือให้การ ส่วนซอยองกโยยืนยันว่าหากไปปรากฏตัวในฐานะพยาน ก็ต้องสาบานตนและให้การ ทั้งสองฝ่ายตีความการบังคับใช้บทบัญญัติทางกฎหมายและขอบเขตอำนาจระหว่างองค์กรตามรัฐธรรมนูญแตกต่างกัน จากข้อมูลที่รายงาน ยังไม่อาจสรุปได้ว่าการตีความฝ่ายใดถูกต้องตามกฎหมาย
ประเด็นหลักของการขอให้มาเป็นพยานครั้งนี้คือกรณีปฏิเสธการเสนอชื่อผู้สมัครเป็นผู้พิพากษาศาลฎีกาอีกครั้ง ตามรายงานข่าว พรรคประชาธิปไตยเกาหลีระบุว่าจะซักถามในการตรวจสอบการทำงานของรัฐสภาถึงขั้นตอนที่ประธานศาลฎีกาปฏิเสธการเสนอชื่ออีกครั้ง พรรคยังยืนยันว่าควรสอบถามด้วยว่า ประธานศาลฎีกาสั่งให้ปรับจุดยืนไปเป็นการปฏิเสธหรือไม่ ทั้งที่สำนักงานบริหารศาลได้เสนอความเห็นให้เสนอชื่ออีกครั้ง นี่เป็นข้อสงสัยที่พรรคการเมืองหยิบยกขึ้นมา และข้อมูลในรายงานข่าวเพียงอย่างเดียวยังไม่ยืนยันว่าข้อสงสัยดังกล่าวเป็นความจริง
ความหมายของข่าวนี้
กรณีนี้อาจนำไปสู่การถกเถียงว่าจะรับรองทั้งการตรวจสอบฝ่ายบริหารและการบริหารงานด้านตุลาการโดยรัฐสภา ควบคู่กับความเป็นอิสระของฝ่ายตุลาการได้อย่างไร หากรัฐสภาเน้นย้ำอำนาจในการเรียกพยานให้มาปรากฏตัว ความรับผิดชอบในการชี้แจงเรื่องการบริหารงานและกระบวนการแต่งตั้งของฝ่ายตุลาการก็จะเด่นชัดขึ้น ในทางกลับกัน หากยอมรับข้อโต้แย้งว่ามีข้อจำกัดในการเปิดเผยรายละเอียดการใช้อำนาจเสนอชื่อและการหารือเรื่องการแต่งตั้ง ขอบเขตเรื่องที่นำมาพิจารณาในการตรวจสอบการทำงานของรัฐสภาก็อาจกลายเป็นประเด็น ไม่ว่าฝ่ายใด การเรียกพยานให้มาปรากฏตัวเพียงอย่างเดียวไม่ได้ทำให้ข้อถกเถียงยุติลง แต่คำถามที่รัฐสภาจะถามและวิธีที่ประธานศาลฎีกาจะตอบอาจส่งผลต่อความสัมพันธ์ระหว่างรัฐสภากับฝ่ายตุลาการ
ตัวอย่างเช่น หากประธานศาลฎีกาไปปรากฏตัวในฐานะพยานและอธิบายขั้นตอนการปฏิเสธการเสนอชื่ออีกครั้ง รัฐสภาก็อาจใช้คำชี้แจงนั้นตรวจสอบกระบวนการแต่งตั้งและความรับผิดชอบด้านการบริหารงานตุลาการ อย่างไรก็ตาม วิธีจัดการกับประเด็นที่มีการกล่าวว่าควรระมัดระวังในการเปิดเผย เช่น ประวัติของผู้สมัครหรือรายละเอียดการหารือกับประธานาธิบดี จะเป็นอีกประเด็นที่ต้องพิจารณา ตัวอย่างนี้เป็นเพียงการสมมติสถานการณ์ที่อาจเกิดขึ้น ไม่ได้หมายความว่ากำหนดแล้วว่าจะไปปรากฏตัวจริงหรือจะตอบคำถามในรูปแบบใด
ซอยองกโยกล่าวว่า หากไม่ไปปรากฏตัวโดยไม่มีเหตุผลอันชอบธรรม ก็อาจใช้มาตรการทางกฎหมายตามมาตรา 12 และมาตรา 15 ของพระราชบัญญัติว่าด้วยการให้การและการตรวจสอบพยานหลักฐานของรัฐสภาได้ อย่างไรก็ตาม เธอยังกล่าวด้วยว่าการดำเนินการต่อไป เช่น การแจ้งความ ขึ้นอยู่กับการกระทำของประธานโชเมื่อไปปรากฏตัว ดังนั้นจึงควรแยกความเป็นไปได้ที่คณะกรรมาธิการกิจการกฎหมายและตุลาการกล่าวถึงออกจากการตัดสินว่ามีการกำหนดมาตรการทางกฎหมายแล้วหรือไม่
เรื่องที่จะนำมาพิจารณาในการตรวจสอบการทำงานของรัฐสภาไม่ได้มีเพียงข้อถกเถียงเรื่องการเสนอชื่ออีกครั้ง ซอยองกโยระบุว่าจะสอบถามเรื่องค่าใช้จ่ายในการปฏิบัติหน้าที่ของประธานศาลฎีกาและงบประมาณปรับปรุงบ้านพักประธานศาลฎีกาด้วย พร้อมกล่าวว่า มีการของบประมาณปรับปรุงบ้านพัก 2.3 พันล้านวอน และจัดสรรงบประมาณ 33 ล้านวอนสำหรับซ่อมมือจับไม้ ข้อมูลเกี่ยวกับงบประมาณเหล่านี้เป็นประเด็นตรวจสอบที่ซอยองกโยหยิบยกขึ้นมาเช่นกัน และตัวเลขที่รายงานเพียงอย่างเดียวยังไม่ยืนยันว่าการใช้จ่ายนั้นเหมาะสมหรือไม่
ข้อเท็จจริงที่ยืนยันแล้วและสิ่งที่ยังไม่ทราบ
ข้อเท็จจริงที่ยืนยันแล้ว
- โชฮีแด ประธานศาลฎีกา ยื่นหนังสือชี้แจงเหตุไม่ไปปรากฏตัว หลังคณะกรรมาธิการกิจการกฎหมายและตุลาการเรียกให้ไปเป็นพยานทั่วไปในการตรวจสอบการทำงานของศาลฎีกาโดยรัฐสภา
- คิมอึยกยอมยืนยันว่าประธานศาลฎีกาควรไปปรากฏตัว โดยอ้างอำนาจตรวจสอบของรัฐสภาและหน้าที่ของพยานในการมาปรากฏตัว
- มีรายงานว่าประธานโชยกอำนาจเสนอชื่อ การแบ่งแยกอำนาจ ความเป็นอิสระของอำนาจตุลาการ การเปิดเผยข้อมูลอ่อนไหวเกี่ยวกับการแต่งตั้ง และความเป็นไปได้ที่จะมีการสอบสวนเป็นเหตุผล
- ซอยองกโยกล่าวว่าอาจมีมาตรการทางกฎหมายหากไม่ไปปรากฏตัว และระบุว่าจะนำค่าใช้จ่ายในการปฏิบัติหน้าที่ของประธานศาลฎีกาและงบประมาณปรับปรุงบ้านพักมาพิจารณาในการตรวจสอบด้วย
สิ่งที่ยังไม่ทราบ
- รายงานข่าวยังไม่ยืนยันว่าในวันที่ 6 ตุลาคม ประธานโชจะไปปรากฏตัวเป็นพยานทั่วไปในการตรวจสอบการทำงานของรัฐสภาจริงหรือไม่
- ยังไม่มีข้อมูลยืนยันว่าคณะกรรมาธิการกิจการกฎหมายและตุลาการจะดำเนินการใดต่อไปเนื่องจากการไม่ไปปรากฏตัว หรือจะมีมาตรการใดหลังจากไปปรากฏตัวแล้ว
สิ่งที่ผู้อ่านควรติดตาม
- ควรตรวจสอบว่าประธานโชไปปรากฏตัวจริงหรือไม่ในวันตรวจสอบการทำงานของรัฐสภา และหากไป จะมีการสาบานตนและให้การในฐานะพยานอย่างไร
- การพิจารณาแยกฐานทางกฎหมายของการเรียกให้มาปรากฏตัวที่คณะกรรมาธิการกิจการกฎหมายและตุลาการยกขึ้นมาออกจากเหตุผลที่ฝ่ายประธานโชใช้ชี้แจงการไม่ไป จะช่วยไม่ให้สับสนระหว่างข้อกล่าวอ้างทางการเมืองกับประเด็นด้านกระบวนการ
- ควรตรวจสอบว่ามีคำถามและคำตอบใดบ้างเกี่ยวกับขั้นตอนการปฏิเสธการเสนอชื่ออีกครั้ง ค่าใช้จ่ายในการปฏิบัติหน้าที่ และงบประมาณปรับปรุงบ้านพัก การมีข้อสงสัยหรือตัวเลขงบประมาณที่ถูกหยิบยกขึ้นมาไม่ได้ทำให้ข้อสรุปเรื่องการกระทำผิดกฎหมายหรือความไม่เหมาะสมเป็นที่ยุติ
แหล่งอ้างอิง
- รายงานอื่นที่ใช้อ้างอิง: hani.co.kr
- รายงานอื่นที่ใช้อ้างอิง: chosun.com




















