เรื่องราวของชีวิต
คุณ Ji-eun Kim และคุณ Min-su Park ใช้ชีวิตคู่ร่วมกันมานานนับทศวรรษ จนกระทั่งความไว้วางใจพังทลายลงเมื่อเธอพบว่าเขานอกใจ ในตอนแรก ทั้งคู่ตกลงที่จะหย่ากันโดยดีแบบสมัครใจ (Mutual Consent) โดยคุณ Min-su ตกลงที่จะยกบ้านหลังที่อาศัยอยู่ให้เป็นชื่อของคุณ Ji-eun เพื่อเป็นการชดเชย พวกเขาทำบันทึกข้อตกลงและนำไปรับรองเอกสาร (Notarization) อย่างเป็นทางการเพื่อให้มีผลทางกฎหมาย
แต่แล้วพายุก็สงบลงได้ไม่นาน เมื่อถึงขั้นตอนตกลงเรื่องสิทธิในการเลี้ยงดูบุตร ทั้งคู่กลับไม่สามารถตกลงกันได้ ความพยายามหย่าโดยความยินยอมจึงล้มเหลว คุณ Ji-eun ตัดสินใจยื่นฟ้องหย่าต่อศาลโดยอ้างเหตุจากการคบชู้ของสามี ในที่สุดศาลมีคำพิพากษาให้ทั้งคู่หย่าขาดจากกัน อย่างไรก็ตาม เมื่อเธอนำหนังสือสัญญาฉบับเดิมไปทวงถามสิทธิ์ในบ้าน คุณ Min-su กลับปฏิเสธและหัวหมอว่า "สัญญานั้นทำขึ้นเพื่อการหย่าโดยยินยอม เมื่อเราฟ้องหย่ากัน สัญญานั้นก็ถือเป็นโมฆะ"
ประเด็นทางกฎหมาย
ประเด็นสำคัญที่ต้องพิจารณาคือ: ข้อตกลงแบ่งทรัพย์สินที่ทำขึ้นโดยมีเงื่อนไขว่าเป็นการหย่าโดยความยินยอม จะยังมีผลบังคับใช้ได้หรือไม่ หากสุดท้ายแล้วการหย่านั้นเกิดขึ้นโดยคำพิพากษาของศาลแทน?
กฎหมายเกาหลีระบุไว้อย่างไร?
ภายใต้กฎหมายครอบครัวของเกาหลีใต้ ข้อตกลงการแบ่งทรัพย์สินที่ทำขึ้นก่อนการหย่ามักจะถูกตีความว่าเป็น "การแสดงเจตนาโดยมีเงื่อนไข" (Conditional Statement of Intent)
ตามแนวทางของกฎหมาย การตกลงแบ่งทรัพย์สินระหว่างคู่สมรสที่ยังไม่ได้หย่าขาดจากกัน แต่ทำขึ้นเพื่อเตรียมการหย่าโดยความยินยอมนั้น จะมีผลบังคับใช้ก็ต่อเมื่อมีการหย่าโดยความยินยอมเกิดขึ้นตามที่ตกลงกันไว้เท่านั้น
หลักการสำคัญประกอบด้วย:
- หากการหย่าโดยความยินยอมไม่เกิดขึ้น ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลใดก็ตาม เช่น เปลี่ยนใจไม่หย่า หรือต้องไปฟ้องหย่าที่ศาลแทน เงื่อนไขของสัญญาจะถือว่า "ไม่บรรลุผล" (Unfulfilled Condition)
- เมื่อเงื่อนไขไม่บรรลุผล ข้อตกลงนั้นย่อมไม่มีผลผูกพันตามกฎหมายเสมือนว่าไม่เคยเกิดขึ้น
แนวทางของศาลเกาหลี
ศาลฎีกาแห่งเกาหลีใต้ (Supreme Court of Korea) ได้วางบรรทัดฐานไว้ชัดเจนว่า หากคู่สมรสทำสัญญาแบ่งทรัพย์สินโดยตั้งใจจะหย่าแบบยินยอม แต่สุดท้ายกลับต้องหย่าด้วยคำพิพากษาของศาล (รวมถึงการประนีประนอมหรือการอนุญาโตตุลาการในศาล) สัญญานั้นจะสิ้นผลทันที
ศาลมองว่าคู่ความไม่สามารถฟ้องร้องทางแพ่ง (Civil Lawsuit) เพื่อบังคับให้ปฏิบัติตามสัญญาแบ่งทรัพย์สินฉบับนั้นได้ เนื่องจากเป็นเรื่องที่อยู่ในอำนาจของศาลครอบครัวที่จะต้องพิจารณาแบ่งทรัพย์สินใหม่ตามความเหมาะสมและเป็นธรรมตามสถานการณ์จริงในขณะหย่า
การปรับใช้กฎหมายกับกรณีตัวอย่าง
ในกรณีของคุณ Ji-eun Kim แม้เธอจะมีหนังสือสัญญาที่รับรองอย่างถูกต้อง แต่นั่นคือสัญญาที่มีเงื่อนไขว่าจะหย่าโดยความยินยอม เมื่อเธอและคุณ Min-su ไม่สามารถตกลงเรื่องลูกได้จนต้องพึ่งอำนาจศาลเพื่อฟ้องหย่า เงื่อนไขในสัญญาจึงตกไป
คุณ Ji-eun ไม่สามารถฟ้องศาลแพ่งเพื่อบังคับให้คุณ Min-su โอนชื่อในโฉนดบ้านตามสัญญาฉบับนั้นได้ สิ่งที่เธอต้องทำคือยื่นคำร้อง "แบ่งทรัพย์สิน" (Property Division) ต่อศาลครอบครัวในกระบวนการเดียวกับการฟ้องหย่า หรือยื่นแยกต่างหากหลังจากหย่าแล้ว ซึ่งศาลครอบครัวจะนำสัญญาฉบับเดิมมาพิจารณาในฐานะ "พฤติการณ์อื่นๆ" (Other circumstances) เพื่อประกอบการตัดสินใจ แต่ศาลไม่ได้ถูกผูกมัดว่าต้องตัดสินตามสัญญานั้น 100%
บทสรุป: เกิดอะไรขึ้นและคุณควรทำอย่างไร?
ท้ายที่สุด คุณ Ji-eun ต้องใช้กระบวนการทางศาลครอบครัวเพื่อเรียกร้องสิทธิ์ในทรัพย์สินอีกครั้ง แม้จะมีความยุ่งยากเพิ่มขึ้น แต่เธอก็สามารถใช้พฤติกรรมการนอกใจของสามีและสัญญาฉบับเดิมเป็นหลักฐานมัดตัวจนศาลตัดสินให้เธอได้รับส่วนแบ่งทรัพย์สินที่น่าพอใจ
คำแนะนำเชิงปฏิบัติสำหรับคุณ:
- อย่าฝากความหวังไว้กับกระดาษใบเดียว: หากส่อแววว่าการหย่าโดยความยินยอมจะล้มเหลว ให้รีบปรึกษาทนายเพื่อระบุเรื่องแบ่งทรัพย์สินลงในคำฟ้องหย่าทันที
- ระวังเรื่องอายุความ: สิทธิในการเรียกขอแบ่งทรัพย์สินมีอายุความเพียง 2 ปี นับจากวันที่การหย่ามีผลสมบูรณ์ตามกฎหมาย
- เก็บหลักฐานสัญญาเดิมไว้: ถึงแม้สัญญาจะไม่มีผลบังคับโดยตรง แต่มันคือหลักฐานชั้นดีที่แสดงถึงเจตนาเดิมของอีกฝ่าย ซึ่งศาลมักจะนำมาใช้ประกอบการพิจารณาแบ่งทรัพย์สินให้เป็นธรรม






