ผลการศึกษาพบว่า ข้อมูลที่เชื่อมโยงโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ กับขบวนการแยกตัวเป็นเอกราชของอัลเบอร์ตา อาจลดความตั้งใจที่จะลงคะแนนสนับสนุนการแยกตัวได้ ในการสำรวจชาวอัลเบอร์ตา 1,260 คน เงื่อนไขที่แสดงความเชื่อมโยงระหว่างทรัมป์กับการแยกตัวเป็นเอกราช และกระตุ้นให้ผู้ตอบนึกถึงความคิดเห็นของชาวอัลเบอร์ตาคนอื่น ๆ ที่มีต่อทรัมป์ ทำให้ความตั้งใจลงคะแนน ลดลง 5.4 จุดเปอร์เซ็นต์ นักวิจัยยังระบุด้วยว่า ชาวอัลเบอร์ตาส่วนใหญ่คัดค้านการออกจากแคนาดาอย่างหนักแน่น
ภูมิหลังและบริบท
บทความรายงานว่า ในช่วง 18 เดือนที่ผ่านมา ความสนใจในสหรัฐฯ ต่อการแยกตัวเป็นเอกราชของอัลเบอร์ตามีตั้งแต่การสนับสนุนอย่างเปิดเผยของเจ้าหน้าที่ระดับสูงในรัฐบาลและพันธมิตรในสภาคองเกรส ไปจนถึงการสนับสนุนจากระบบนิเวศสื่อออนไลน์ของ MAGA มีรายงานว่า ในช่วงปลายเดือนมกราคม นักเคลื่อนไหวทางการเมืองของพรรครีพับลิกันจากรัฐมิชิแกนเดินทางไปอัลเบอร์ตาเพื่อหารือกับผู้จัดตั้งขบวนการแยกตัวเรื่องซอฟต์แวร์สำหรับการมีส่วนร่วมของผู้มีสิทธิเลือกตั้ง
ไม่กี่สัปดาห์ต่อมา ผู้จัดตั้งขบวนการแยกตัวรายสำคัญของอัลเบอร์ตายอมรับว่าได้พบกับเจ้าหน้าที่สหรัฐฯ ในกรุงวอชิงตัน เพื่อหารือถึงความเป็นไปได้ที่อัลเบอร์ตาจะออกจากแคนาดา อย่างไรก็ตาม พวกเขารักษาระยะห่างจากประธานาธิบดีทรัมป์ งานวิจัยเสนอประเด็นหนึ่งที่ช่วยอธิบายบริบทนี้ว่า ทรัมป์ไม่เป็นที่นิยมในอัลเบอร์ตา และการเชื่อมโยงขบวนการแยกตัวเข้ากับทรัมป์อาจทำให้ความตั้งใจสนับสนุนลดลง
นักวิจัยจัดทำแบบสำรวจผ่าน Vox Pop Labs ในช่วงปลายเดือนพฤษภาคม 2026 มีผู้ตอบ 1,260 คน โดยส่วนใหญ่อยู่ในบริเวณแคลกะรีและเอ็ดมันตัน รวมถึงพื้นที่รอบทางหลวงหมายเลข 2 นักวิจัยระบุว่า เมื่อเทียบกับสำมะโนประชากรปี 2021 กลุ่มตัวอย่างนี้มีระดับการศึกษาสูงกว่า สัดส่วนผู้ชายสูงกว่าเล็กน้อย และมีรายได้สูงกว่า
ผู้เข้าร่วมถูกสุ่มให้ได้รับชุดข้อมูลที่แตกต่างกัน หรือไม่ได้รับข้อมูลใด ๆ จากนั้นจึงตอบว่าจะลงคะแนนอย่างไรหากมีการลงประชามติเรื่องการแยกตัวเป็นเอกราช และระบุระดับความเห็นด้วยกับข้อเสนอที่ว่าอัลเบอร์ตาควรแยกตัวและเป็นเอกราชจากแคนาดา นักวิจัยอธิบายว่าไม่ได้ใช้คำถามประชามติของรัฐบาลอัลเบอร์ตา เนื่องจากผู้เชี่ยวชาญชี้ว่าถ้อยคำดังกล่าวสร้างความสับสน
ข่าวนี้หมายความว่าอย่างไร
ประเด็นสำคัญของผลการศึกษาคือ ทัศนคติพื้นฐานต่อการแยกตัวเป็นเอกราชกับความตั้งใจลงคะแนนจริงอาจเปลี่ยนแปลงไปคนละทาง นักวิจัยระบุว่า ผู้ตอบส่วนใหญ่คัดค้านการแยกตัวอย่างหนักแน่นอยู่แล้ว และเนื่องจากมีแรงต่อต้านสูง ข้อมูลที่เชื่อมโยงเรื่องนี้กับสหรัฐฯ ทรัมป์ หรือบรรทัดฐานทางสังคมที่ต่อต้านทรัมป์จึงไม่ได้ทำให้ระดับความเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วยเปลี่ยนไปอีก แต่ข้อมูลดังกล่าวส่งผลต่อความตั้งใจลงคะแนน
บรรทัดฐานทางสังคมหมายถึงสิ่งที่สมาชิกในกลุ่มมักทำ และพฤติกรรมที่พวกเขามองว่าเป็นสิ่งที่คาดหวัง นักวิจัยอธิบายว่า ชาวอัลเบอร์ตารับรู้ได้ถูกต้องว่ามีบรรทัดฐานทางสังคมที่ต่อต้านทรัมป์ ดังนั้น การเชื่อมโยงการแยกตัวเป็นเอกราชกับทรัมป์อาจส่งผลต่อการเลือกลงคะแนน เพราะทำให้ผู้คนคาดว่าการสนับสนุนการแยกตัวอาจถูกคนรอบข้างมองในแง่ลบ
ตัวอย่างเช่น แม้ผู้มีสิทธิเลือกตั้งจะไม่ได้เปลี่ยนความคิดเกี่ยวกับการแยกตัวเป็นเอกราช แต่หากได้รับข้อมูลว่าขบวนการนี้เชื่อมโยงกับทรัมป์และคำนึงถึงความไม่เห็นด้วยของคนรอบข้าง ความตั้งใจลงคะแนนจริงก็อาจเปลี่ยนไป นี่เป็นสมมติฐานที่ใช้เพื่ออธิบายผลการศึกษา ไม่ได้หมายความว่าผู้มีสิทธิเลือกตั้งคนใดมีปฏิกิริยาเช่นนั้นจริง
ในแง่นี้ งานวิจัยยังมีนัยต่อกลยุทธ์หาเสียงในการถกเถียงเรื่องการแยกตัวเป็นเอกราช นักวิจัยคาดการณ์ว่า กลยุทธ์เชื่อมโยงทรัมป์กับการแยกตัวอาจมีประสิทธิภาพมากขึ้น หากทรัมป์เข้ามาแทรกแซงอย่างแข็งขันยิ่งขึ้นก่อนการลงประชามติ หรือฝ่ายที่รณรงค์ให้อยู่กับแคนาดาใช้ภาพลักษณ์ของเขา อย่างไรก็ตาม นี่เป็นการคาดการณ์ของนักวิจัย ไม่ได้หมายความว่ามีการยืนยันประสิทธิผลในการหาเสียงจริงแล้ว นอกจากนี้ สิ่งที่วัดในการสำรวจคือความตั้งใจลงคะแนน จึงต้องแยกออกจากพฤติกรรมการลงคะแนนจริงหรือผลการลงประชามติ
ข้อเท็จจริงที่ยืนยันแล้วและสิ่งที่ยังไม่ทราบ
ข้อเท็จจริงที่ยืนยันแล้ว
- นักวิจัยสำรวจชาวอัลเบอร์ตา 1,260 คนในช่วงปลายเดือนพฤษภาคม 2026
- กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่อยู่ในบริเวณแคลกะรีและเอ็ดมันตัน รวมถึงพื้นที่รอบทางหลวงหมายเลข 2 และมีระดับการศึกษาและรายได้สูงกว่า รวมทั้งมีสัดส่วนผู้ชายสูงกว่าเล็กน้อย เมื่อเทียบกับสำมะโนประชากรปี 2021
- ในกลุ่มควบคุมที่ไม่ได้รับข้อมูล มีผู้ตอบเพียงส่วนน้อยว่าจะลงคะแนนสนับสนุนการแยกตัวเป็นเอกราช กลุ่มที่ได้รับข้อมูลซึ่งเชื่อมโยงเรื่องนี้กับสหรัฐฯ ทรัมป์ หรือบรรทัดฐานทางสังคมที่ต่อต้านทรัมป์ มีความตั้งใจลงคะแนนต่ำกว่ากลุ่มควบคุม
- ในเงื่อนไขที่นำเสนอความเชื่อมโยงระหว่างทรัมป์กับการแยกตัวเป็นเอกราช และกระตุ้นให้ผู้ตอบนึกถึงความรู้สึกของชาวอัลเบอร์ตาคนอื่น ๆ ที่มีต่อทรัมป์ ความตั้งใจลงคะแนนลดลง 5.4 จุดเปอร์เซ็นต์
- นักวิจัยระบุว่า เงื่อนไขด้านข้อมูลไม่ได้ทำให้ระดับความเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วยเปลี่ยนไปอีก เนื่องจากมีแรงต่อต้านการแยกตัวเป็นเอกราชอยู่แล้วอย่างหนักแน่น
สิ่งที่ยังไม่ทราบ
- ไม่มีการระบุว่าใช้วิธีใดในการสุ่มตัวอย่าง หรือผลการสำรวจมีช่วงความคลาดเคลื่อนเท่าใด
- ไม่สามารถตรวจสอบจากต้นฉบับนี้ได้ว่า มีกำหนดจัดประชามติเรื่องการแยกตัวเป็นเอกราชจริงเมื่อใด
- เนื้อหาที่ให้มาไม่ได้ระบุว่าความตั้งใจลงคะแนนในแต่ละเงื่อนไขด้านข้อมูลอยู่ที่กี่เปอร์เซ็นต์อย่างเจาะจง หรือความแตกต่างที่สังเกตพบมีนัยสำคัญทางสถิติหรือไม่
- จากข้อมูลนี้เพียงอย่างเดียว ยังไม่ทราบว่าองค์ประกอบของกลุ่มตัวอย่างที่แตกต่างกันส่งผลต่อผลการศึกษาในระดับใด
สิ่งที่ผู้อ่านควรตรวจสอบ
- เมื่อพบการอ้างอิงงานวิจัยนี้ ควรแยกการเปลี่ยนแปลงของความตั้งใจลงคะแนนออกจากการเปลี่ยนแปลงทัศนคติสนับสนุนหรือคัดค้านการแยกตัวเป็นเอกราช นักวิจัยอธิบายว่าผลการวัดทั้งสองอย่างไม่เหมือนกัน
- ควรตรวจสอบว่าตัวเลข 5.4 จุดเปอร์เซ็นต์มาจากเงื่อนไขด้านข้อมูลใด ตัวเลขนี้เป็นผลจากเงื่อนไขที่แสดงความเชื่อมโยงระหว่างทรัมป์กับการแยกตัวเป็นเอกราช พร้อมกระตุ้นให้ผู้ตอบนึกถึงความรู้สึกของชาวอัลเบอร์ตาคนอื่น ๆ ที่มีต่อทรัมป์
- เมื่อนำความคิดเห็นไปอ้างว่าเป็นตัวแทนของชาวอัลเบอร์ตาทั้งหมด ควรคำนึงถึงข้อเท็จจริงที่ว่ากลุ่มตัวอย่างแตกต่างจากสำมะโนประชากรปี 2021 รวมถึงไม่มีข้อมูลเกี่ยวกับวิธีสุ่มตัวอย่างและช่วงความคลาดเคลื่อนในเอกสารที่ให้มา




















