เกาหลีเหนือยิงขีปนาวุธไฮเปอร์โซนิกพิสัยกลางเมื่อวันที่ 3 ตุลาคม 2026 สื่อทางการเกาหลีเหนือรายงานในวันถัดมาว่า ขีปนาวุธที่ยิงจากบริเวณวอนซานโจมตีเป้าหมายในทะเลตะวันออกซึ่งอยู่ห่างออกไป 1,000 กม. อย่างไรก็ตาม คณะเสนาธิการร่วมเกาหลีใต้ (합동참모본부) วิเคราะห์ว่าขีปนาวุธบินได้มากกว่า 700 กม. ส่วนกระทรวงกลาโหมญี่ปุ่นวิเคราะห์ว่าบินได้ประมาณ 680 กม. คำอธิบายของเกาหลีเหนือกับการประเมินของทางการเกาหลีใต้และญี่ปุ่นไม่ตรงกัน ทั้งในเรื่องผลการยิงและการตรวจจับ

ภูมิหลังและบริบท

การยิงครั้งนี้เกิดขึ้นต่อจากรายงานที่ว่าเกาหลีเหนือยิงขีปนาวุธไฮเปอร์โซนิกพิสัยใกล้ซึ่งมุ่งใช้กับเกาหลีใต้เมื่อวันที่ 20 กันยายน ขีปนาวุธไฮเปอร์โซนิกหมายถึงขีปนาวุธที่บินด้วยความเร็วมากกว่า 5 มัค และตามรายงานอาจมีวิถีบินที่ไม่เป็นปกติ เช่น เปลี่ยนทิศทางขณะอยู่ในชั้นบรรยากาศ จึงอาจตรวจจับและสกัดกั้นได้ยากกว่าขีปนาวุธวิถีโค้งทั่วไป

อย่างไรก็ตาม การเรียกชื่อว่า “ไฮเปอร์โซนิก” เพียงอย่างเดียวไม่ได้ยืนยันสมรรถนะที่แท้จริง รายงานอธิบายว่า เมื่อต้องพิจารณาสมรรถนะสำคัญ ความเร็วและลักษณะการบินในช่วงที่ยานร่อนกลับเข้าสู่ชั้นบรรยากาศหลังจากพุ่งขึ้นไปแล้วเป็นสิ่งสำคัญ คิม โยจอง ผู้อำนวยการกรมกิจการทั่วไปของพรรคแรงงานเกาหลี (노동당 총무부장) ไม่ได้เปิดเผยความเร็วในช่วงร่อน และประกาศของเกาหลีเหนือก็ไม่ได้ให้ข้อมูลระดับความสูงที่จะใช้ตรวจสอบวิถีบินได้

สื่อทางการเกาหลีเหนือรายงานว่า คิม จองอึน ประธานคณะกรรมาธิการกิจการแห่งรัฐ เข้าสังเกตการณ์การยิง และกล่าวว่าการฝึกมีเป้าหมายเพื่อยกระดับขีดความสามารถในการยับยั้งสงครามนิวเคลียร์ให้ก้าวหน้ายิ่งขึ้น เรื่องนี้แสดงให้เห็นว่าเกาหลีเหนือกำลังโฆษณาการยิงครั้งนี้โดยเชื่อมโยงกับการยับยั้งด้วยนิวเคลียร์ แต่ไม่ได้ยืนยันว่าเกาหลีเหนือมีเทคโนโลยีติดตั้งหัวรบนิวเคลียร์บนขีปนาวุธไฮเปอร์โซนิกจริงแล้ว

การทดสอบของเกาหลีเหนือไม่ได้มีเพียงครั้งนี้ครั้งเดียว รายงานหนึ่งระบุว่าเกาหลีเหนือทดสอบยิงอย่างเปิดเผยประมาณ 8 ครั้งนับตั้งแต่เดือนกันยายน 2021 อย่างไรก็ตาม มีรายงานว่ากองทัพเกาหลีใต้ไม่นับการทดสอบ 4 ครั้งก่อนปี 2024 ว่าเป็นการยิงขีปนาวุธไฮเปอร์โซนิก โดยให้เหตุผลว่าความแม่นยำและพิสัยยังไม่เพียงพอ จึงควรพิจารณาจำนวนครั้งที่ทดสอบแยกจากความสำเร็จทางเทคนิค

ข่าวนี้มีความหมายอย่างไร

ประเด็นในด้านความมั่นคงบนคาบสมุทรเกาหลีไม่ใช่ชื่อเรียกของขีปนาวุธ แต่เป็นเรื่องว่ามันบินได้ไกลเพียงใด ใช้วิถีแบบใด และระบบป้องกันตรวจจับได้ถึงขั้นตอนไหน เกาหลีเหนืออ้างว่ากองทัพเกาหลีใต้และญี่ปุ่นติดตามขีปนาวุธไม่สำเร็จ ขณะที่กระทรวงกลาโหมประเมินว่าอาวุธป้องกันที่เกาหลีใต้และสหรัฐฯ มีอยู่สามารถตรวจจับและสกัดกั้นได้ และระบุว่าได้เฝ้าติดตามตั้งแต่ขั้นเตรียมยิง ตรวจจับและติดตามขีปนาวุธทันทีหลังยิง รวมทั้งระบุจุดยิงได้

ความแตกต่างนี้เป็นเรื่องของการประเมินที่ส่งผลโดยตรงต่อความปลอดภัยของประชาชน หากคำกล่าวอ้างของเกาหลีเหนือเป็นความจริง ก็เป็นประเด็นที่ต้องตรวจสอบขีดความสามารถในการตรวจจับและติดตามของระบบป้องกัน แต่หลักฐานที่เปิดเผยยังไม่มีข้อมูลการบินจริงมายืนยันคำกล่าวอ้างดังกล่าว ในทางกลับกัน คำแถลงของกระทรวงกลาโหมก็ไม่ได้อธิบายทุกประเด็น ทั้งตรวจจับและติดตามได้ถึงขั้นตอนไหน และประเมินวิถีบินผิดปกติที่เกาหลีเหนือกล่าวถึงอย่างไร

ตัวอย่างเช่น หากเป็นความจริงที่ว่าพลาดขีปนาวุธเกาหลีเหนือในช่วงท้ายของการบิน ก็อาจหมายความว่าข้อมูลสำคัญสำหรับประเมินความเป็นไปได้ในการสกัดกั้นขาดหายไป อย่างไรก็ตาม ข้อมูลที่เปิดเผยในขณะนี้ยังไม่อาจยืนยันได้ว่าสถานการณ์เช่นนั้นเกิดขึ้นจริงหรือไม่ ดังนั้น แทนที่จะประเมินภัยคุกคามต่ำเกินไป หรือยอมรับคำกล่าวอ้างเรื่องสมรรถนะของเกาหลีเหนือโดยตรง จึงเป็นเรื่องสำคัญที่จะตรวจสอบระยะทาง ความเร็ว วิถีบิน และผลการตรวจจับแยกจากกัน

อีกด้านหนึ่ง กระทรวงกลาโหมเคยประเมินเมื่อเดือนสิงหาคม 2026 ว่าเทคโนโลยีการร่อนอย่างมีเสถียรภาพในสภาพแวดล้อมความเร็วไฮเปอร์โซนิกยังดูไม่เพียงพอ ข้อมูลที่เปิดเผยยังไม่พอจะตัดสินได้ว่าการยิงครั้งนี้ทำให้เทคโนโลยีพัฒนาไปมากน้อยเพียงใด บทบรรณาธิการฉบับหนึ่งเรียกร้องให้เกาหลีเหนือยุติการยั่วยุด้วยขีปนาวุธและตอบรับการเจรจาระหว่างเกาหลีเหนือกับเกาหลีใต้ พร้อมทั้งเสนอให้เกาหลีใต้ขยายระบบรับมือภัยคุกคามจากขีปนาวุธ เรื่องนี้แสดงให้เห็นว่าการลดความตึงเครียดทางการทูตและการเสริมขีดความสามารถในการป้องกันถูกเสนอให้เป็นภารกิจควบคู่กัน

ประเด็นที่รายงานต่างกัน

ระยะบินแตกต่างกันระหว่างคำกล่าวอ้างของสื่อทางการเกาหลีเหนือที่ 1,000 กม. ผลวิเคราะห์ของคณะเสนาธิการร่วมเกาหลีใต้ที่มากกว่า 700 กม. และผลวิเคราะห์ของกระทรวงกลาโหมญี่ปุ่นที่ประมาณ 680 กม. ตัวเลขที่ต่างกันเป็นความไม่แน่นอนสำคัญในการพิจารณาระยะที่ขีปนาวุธบินได้จริงและผลสำเร็จของการทดสอบ

คำอธิบายเรื่องการตรวจจับและติดตามก็ขัดแย้งกัน คิม โยจองอ้างว่าเกาหลีใต้และญี่ปุ่นติดตามไม่สำเร็จ แต่กระทรวงกลาโหมระบุว่าตรวจจับและติดตามขีปนาวุธได้ทันทีหลังยิง และระบุจุดยิงได้ ข้อมูลที่เปิดเผยยังไม่สามารถยืนยันได้ว่าฝ่ายใดอธิบายกระบวนการบินทั้งหมดได้ถูกต้องกว่า

ข้อเท็จจริงที่ยืนยันได้และสิ่งที่ยังไม่ทราบ

ข้อเท็จจริงที่ยืนยันได้

  • เกาหลีเหนือยิงขีปนาวุธจากบริเวณวอนซานเมื่อวันที่ 3 ตุลาคม และสื่อทางการรายงานในวันถัดมาว่าโจมตีเป้าหมายที่อยู่ห่างออกไป 1,000 กม.
  • คณะเสนาธิการร่วมเกาหลีใต้วิเคราะห์ระยะบินว่ามากกว่า 700 กม. ส่วนกระทรวงกลาโหมญี่ปุ่นวิเคราะห์ว่าประมาณ 680 กม.
  • สื่อทางการเกาหลีเหนือรายงานว่าประธานคิม จองอึน เข้าสังเกตการณ์การยิง และคิม โยจองอ้างว่าเกาหลีใต้และญี่ปุ่นติดตามไม่สำเร็จ
  • กระทรวงกลาโหมประเมินว่าอาวุธป้องกันของเกาหลีใต้และสหรัฐฯ สามารถตรวจจับและสกัดกั้นได้ และระบุว่าตรวจจับและติดตามได้ทันทีหลังยิง
  • กระทรวงกลาโหมประเมินเมื่อเดือนสิงหาคม 2026 ว่าเทคโนโลยีการร่อนอย่างมีเสถียรภาพยังดูไม่เพียงพอ

สิ่งที่ยังไม่ทราบ

  • วิถีบินจริงของขีปนาวุธ รวมถึงความเร็วและสมรรถนะในช่วงร่อนเป็นอย่างไร?
  • ทางการเกาหลีใต้ สหรัฐฯ และญี่ปุ่นตรวจจับและติดตามขีปนาวุธได้ถึงช่วงใดของการบิน?
  • เกาหลีเหนือมีเทคโนโลยีติดตั้งหัวรบนิวเคลียร์บนขีปนาวุธไฮเปอร์โซนิกแล้วหรือไม่?

สิ่งที่ผู้อ่านควรติดตาม

  • ในการแถลงครั้งต่อไป ควรดูว่ามีการเปิดเผยไม่เพียงระยะบิน แต่รวมถึงวิถีบิน ความเร็วในช่วงร่อน และขอบเขตการตรวจจับและติดตามด้วยหรือไม่
  • ควรตรวจสอบคำกล่าวอ้างเรื่องสมรรถนะของเกาหลีเหนือแยกจากผลวิเคราะห์ของทางการเกาหลีใต้และญี่ปุ่น รวมถึงการประเมินของกระทรวงกลาโหม
  • เมื่อมีคำอธิบายใหม่เกี่ยวกับความเป็นไปได้ในการป้องกัน ควรตรวจสอบว่า “การตรวจจับ” “การติดตาม” และ “ความเป็นไปได้ในการสกัดกั้น” แต่ละคำหมายถึงอะไรและครอบคลุมขอบเขตใด

แหล่งอ้างอิง

  • รายงานอื่นที่ใช้อ้างอิง: hani.co.kr
  • รายงานอื่นที่ใช้อ้างอิง: hani.co.kr