เกาหลีเหนืออ้างว่าขีปนาวุธเปลี่ยนเส้นทางระหว่างบิน
เกาหลีเหนือกล่าวเมื่อวันที่ 3 ตุลาคมว่าได้จัดการฝึกยิงอาวุธยุทธศาสตร์ในช่วงเช้ามืด โดยใช้ขีปนาวุธยุทธศาสตร์พิสัยกลางยิงไปทางทะเลตะวันออก คิม โยจอง เจ้าหน้าที่ระดับสูงของพรรคแรงงานเกาหลีเหนือ ระบุว่า คิม จองอึน ผู้นำประเทศ เข้าร่วมสังเกตการณ์การฝึกด้วย
คิม โยจองตั้งคำถามต่อการประเมินของเกาหลีใต้และญี่ปุ่น ซึ่งระบุว่าขีปนาวุธบินได้ไกลกว่า 700 กิโลเมตร และประมาณ 680 กิโลเมตรตามลำดับ เธอกล่าวว่าตัวเลขเหล่านี้แสดงให้เห็นข้อจำกัดในการตรวจจับของทั้งสองประเทศ และอ้างว่าการติดตามขีปนาวุธขาดช่วงหลังจากมันเคลื่อนผ่านจุดหนึ่งในวิถีบิน
เกาหลีเหนืออ้างว่าขีปนาวุธปรับวิถีระหว่างบินจนเกาหลีใต้และญี่ปุ่นติดตามได้ยาก แต่ยังไม่มีการยืนยันจากแหล่งอิสระว่าการประเมินของฝ่ายใดถูกต้อง
ตัวเลขระยะทางจากแต่ละประเทศไม่ตรงกัน
กองทัพเกาหลีใต้ระบุว่า ตรวจพบขีปนาวุธหนึ่งลูกที่ถูกยิงจากบริเวณวอนซัน เมื่อเวลาประมาณ 6.30 น. และประเมินว่าเดินทางได้ไกลกว่า 700 กิโลเมตร ส่วนกระทรวงกลาโหมญี่ปุ่นประเมินระยะทางไว้ที่ประมาณ 680 กิโลเมตร
ตัวเลขที่ต่างกันไม่ได้แปลโดยอัตโนมัติว่าฝ่ายใดตรวจจับผิด เพราะการประเมินระยะทางขณะวัตถุกำลังบินอาศัยข้อมูลจากเรดาร์และระบบติดตาม ซึ่งอาจมีรายละเอียดไม่ครบถ้วนในทันที เจ้าหน้าที่เกาหลีใต้และสหรัฐฯ กำลังวิเคราะห์คุณลักษณะของขีปนาวุธเพิ่มเติม ขณะที่เกาหลีเหนือยังไม่เปิดเผยระยะทางที่ตนระบุว่าเป็นระยะจริง หรือชื่อรุ่นของอาวุธ
ขีปนาวุธดังกล่าวเป็นการยิงครั้งแรกของเกาหลีเหนือนับจากวันที่ 20 กันยายน หรือห่างกัน 13 วัน การยิงครั้งใหม่จึงเกิดขึ้นในช่วงที่หน่วยงานความมั่นคงในภูมิภาคยังติดตามทั้งขีดความสามารถทางทหารของเปียงยางและพัฒนาการด้านความสัมพันธ์ระหว่างเกาหลีเหนือกับประเทศเพื่อนบ้าน
“วิถีบินแบบเป็นคลื่น” หมายถึงอะไร
ตามคำกล่าวของคิม โยจอง ขีปนาวุธอาจใช้วิถีที่ลดระดับลงแล้วกลับไต่สูงขึ้น หรือเปลี่ยนทิศทางในช่วงที่กำลังบิน เธออ้างว่าเมื่อขีปนาวุธเคลื่อนผ่านจุดเปลี่ยนวิถีครั้งแรก ฝ่ายตรงข้ามก็สูญเสียเป้าหมายและคำนวณระยะทางจากเส้นทางช่วงก่อนหน้าแทน
วิถีบินที่เปลี่ยนแปลงได้อาจทำให้การคาดการณ์ตำแหน่งของขีปนาวุธซับซ้อนขึ้น เพราะระบบติดตามต้องประเมินว่ามันจะเคลื่อนที่ไปทางใดในช่วงถัดไป หากเส้นทางไม่เป็นไปตามรูปแบบที่คาดไว้ หน่วยงานที่เฝ้าติดตามอาจต้องปรับการคำนวณและประสานข้อมูลจากหลายระบบ
อย่างไรก็ตาม คำอธิบายดังกล่าวเป็นข้อกล่าวอ้างจากเกาหลีเหนือเท่านั้น รายงานที่มีอยู่ไม่ได้ระบุข้อมูลทางเทคนิคเพียงพอที่จะยืนยันว่าขีปนาวุธลูกนี้เปลี่ยนวิถีอย่างไร หรือการเปลี่ยนแปลงนั้นทำให้ระบบตรวจจับของเกาหลีใต้และญี่ปุ่นสูญเสียเป้าหมายจริงหรือไม่
เปียงยางอ้างใช้ปัญญาประดิษฐ์ช่วยกำหนดเส้นทาง
คิม โยจองกล่าวให้ย้อนนึกถึงคำประกาศก่อนหน้านี้ของเกาหลีเหนือที่ว่า ขีปนาวุธสามารถเปลี่ยนเส้นทางบินในระดับความสูงต่ำและมีการนำปัญญาประดิษฐ์มาใช้ พร้อมอ้างว่าความสามารถดังกล่าวทำให้แทบไม่มีวิธีหลบเลี่ยงการโจมตี
ปัญญาประดิษฐ์คือระบบคอมพิวเตอร์ที่ประมวลผลข้อมูลและช่วยเลือกการตอบสนองตามเงื่อนไขที่กำหนด ในการใช้งานทั่วไป ระบบลักษณะนี้อาจช่วยให้รถยนต์เลือกเส้นทางจากข้อมูลการจราจรได้ แต่ในบริบททางทหาร คำกล่าวอ้างเรื่องการนำไปใช้กับขีปนาวุธต้องอาศัยหลักฐานทางเทคนิคที่ตรวจสอบได้ ไม่ใช่เพียงคำประกาศจากฝ่ายที่พัฒนาอาวุธ
เจ้าหน้าที่ของหน่วยงานขีปนาวุธเกาหลีเหนือรายงานต่อคิม จองอึนว่า เทคโนโลยีใหม่สามารถกำหนดวิถีบินได้อย่างน้อยสี่แบบตามวัตถุประสงค์และเป้าหมาย คิม จองอึนเชื่อมั่นว่าอีกหลายปีประเทศอื่นจะยังไม่มีเทคโนโลยีแบบเดียวกัน ตามคำบอกเล่าของคิม โยจอง
สิ่งที่ยังไม่มีข้อมูลยืนยัน
- เกาหลีเหนือไม่ได้ระบุชื่อรุ่นของขีปนาวุธที่ใช้ในการฝึกครั้งนี้
- ยังไม่มีการเปิดเผยระยะทางจริงตามที่เกาหลีเหนือประเมิน
- คำกล่าวเรื่องการเปลี่ยนวิถีและการใช้ปัญญาประดิษฐ์ยังไม่ผ่านการยืนยันอย่างเป็นอิสระ
- เกาหลีใต้และสหรัฐฯ ยังอยู่ระหว่างวิเคราะห์รายละเอียดของการยิง
การตรวจจับขีปนาวุธมีข้อจำกัดอย่างไร
เรดาร์เป็นระบบที่ส่งคลื่นออกไปและรับสัญญาณสะท้อนกลับจากวัตถุ เพื่อนำมาคำนวณตำแหน่งและการเคลื่อนที่ แต่ภาพที่ได้ขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย เช่น ระยะห่าง ทิศทางการบิน และช่วงเวลาที่ระบบสามารถติดตามเป้าหมายได้ การเปลี่ยนเส้นทางอย่างรวดเร็วอาจทำให้การคาดการณ์ซับซ้อนขึ้น แต่ข้อมูลในรายงานนี้ยังไม่เพียงพอให้สรุปว่าระบบของประเทศใดตรวจจับพลาด
การเฝ้าติดตามขีปนาวุธไม่ได้อาศัยเรดาร์เพียงเครื่องเดียว โดยทั่วไปประเทศต่าง ๆ ใช้ข้อมูลจากระบบหลายประเภทประกอบกัน เพื่อประเมินเส้นทางและลักษณะของวัตถุที่ถูกยิง ในกรณีนี้ หน่วยงานเกาหลีใต้และสหรัฐฯ ยังต้องตรวจสอบข้อมูลร่วมกันก่อนจะสรุปคุณลักษณะของขีปนาวุธอย่างชัดเจน
ข้อแตกต่างระหว่างข้อมูลที่เกาหลีใต้ ญี่ปุ่น และเกาหลีเหนือเปิดเผยจึงควรถูกมองเป็นข้อมูลเบื้องต้นที่ยังต้องตรวจสอบ ไม่ใช่ข้อพิสูจน์โดยลำพังว่าขีปนาวุธมีความสามารถตามที่เปียงยางกล่าว หรือว่าระบบป้องกันของประเทศเพื่อนบ้านล้มเหลว
สิ่งที่ควรจับตาหลังการยิงครั้งนี้
การยิงเมื่อวันที่ 3 ตุลาคมเกิดขึ้นหลังการยิงขีปนาวุธครั้งก่อนเมื่อวันที่ 20 กันยายน และเป็นการแสดงให้เห็นว่าเกาหลีเหนือยังเดินหน้าทดสอบอาวุธ ขณะเดียวกัน คำกล่าวของคิม โยจองมุ่งเน้นทั้งการยกย่องความสามารถของขีปนาวุธและการตั้งข้อสงสัยต่อระบบติดตามของเกาหลีใต้กับญี่ปุ่น
ประเด็นสำคัญต่อจากนี้คือผลการวิเคราะห์ของเกาหลีใต้และสหรัฐฯ รวมถึงข้อมูลเพิ่มเติมที่อาจเปิดเผยเกี่ยวกับวิถีบินและสมรรถนะของอาวุธ หากยังไม่มีข้อมูลตรวจสอบได้จากหลายฝ่าย คำกล่าวเรื่องขีปนาวุธที่ “หลบไม่พ้น” และเทคโนโลยีที่ประเทศอื่นไม่มีจึงควรถูกนำเสนอในฐานะคำอ้างของเกาหลีเหนือ ไม่ใช่ข้อเท็จจริงที่ยืนยันแล้ว
ข้อสรุปที่มีอยู่ในขณะนี้: เกาหลีเหนือประกาศว่าทดสอบขีปนาวุธพิสัยกลาง ส่วนระยะทาง ความสามารถในการเปลี่ยนวิถี และการใช้ปัญญาประดิษฐ์ยังอยู่ระหว่างการตรวจสอบ



















