หลังเกาหลีเหนือยิงขีปนาวุธทิ้งตัว 1 ลูกจากบริเวณวอนซานลงสู่ทะเลตะวันออกเมื่อเวลาประมาณ 6.30 น. วันที่ 3 ตุลาคม กระทรวงกลาโหมประเมินเมื่อวันที่ 4 ว่าอยู่ในระดับที่สามารถตรวจจับและสกัดกั้นได้อย่างเพียงพอด้วยทรัพยากรป้องกันของเกาหลีใต้และสหรัฐฯ คณะเสนาธิการร่วม (합동참모본부) ประกาศว่าขีปนาวุธบินได้ไกลกว่า 700 กม. ส่วนกระทรวงกลาโหมญี่ปุ่น (일본 방위성) วิเคราะห์ว่าบินได้ 680 กม. เกาหลีเหนืออ้างว่าเป็น “ขีปนาวุธยุทธศาสตร์พิสัยกลางความเร็วเหนือเสียง” และบินได้ 1,000 กม.

ภูมิหลังและบริบท

กระทรวงกลาโหมระบุว่ากองทัพเกาหลีใต้เฝ้าติดตามตั้งแต่ขั้นเตรียมการยิง และตรวจจับ ติดตามขีปนาวุธ รวมทั้งระบุจุดปล่อยได้ทันทีหลังการยิง พร้อมเสริมว่าเกาหลีใต้และสหรัฐฯ ยังคงรักษาท่าทีป้องกันร่วมที่มั่นคง กระทรวงกลาโหมระบุว่าการยิงขีปนาวุธทิ้งตัวของเกาหลีเหนือเป็นการละเมิดมติคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ (유엔 안전보장이사회 결의) และเรียกร้องให้ยุติการกระทำที่เพิ่มความตึงเครียด

คำประกาศของเกาหลีเหนือกับการประเมินของกองทัพขัดแย้งกันในเรื่องขีดความสามารถในการตรวจจับ คิม โยจง ผู้อำนวยการฝ่ายกิจการทั่วไปของพรรคแรงงานเกาหลีเหนือ อ้างว่าเกาหลีใต้และญี่ปุ่นพลาดการติดตามวิถีบิน และแทบไม่มีทางหลบเลี่ยงการโจมตีได้ ส่วนเจ้าหน้าที่กองทัพที่ถูกอ้างถึงในรายงานข่าวประเมินว่าคำกล่าวอ้างของเกาหลีเหนือมีทั้งการบิดเบือนและการกล่าวเกินจริง อีกทั้งการพัฒนาเทคโนโลยีการร่อน ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของขีปนาวุธความเร็วเหนือเสียง ก็ยังไม่ก้าวหน้ามากพอ

รายงานข่าวอธิบายว่าขีปนาวุธความเร็วเหนือเสียงพุ่งขึ้นเหมือนขีปนาวุธทิ้งตัว ก่อนลดระดับจากจุดสูงสุด แล้วเปลี่ยนทิศทางขณะบินอยู่ในชั้นบรรยากาศ ลักษณะที่ทำให้ตรวจจับได้ยากคือขณะร่อน (การที่ตัวอากาศยานบินเคลื่อนไปอย่างราบรื่นด้วยแรงยกมากกว่าแรงขับ) ขีปนาวุธอาจเปลี่ยนวิถีหรือเคลื่อนที่ไปทางซ้ายและขวาได้ อย่างไรก็ตาม รายงานระบุว่าการพิจารณาว่าเป็นอาวุธความเร็วเหนือเสียงหรือไม่นั้น ความเร็วในช่วงร่อนที่ระดับมากกว่า 5 มัคเป็นปัจจัยสำคัญ และรายงานว่า คิม โยจงไม่ได้เปิดเผยความเร็วดังกล่าวหรือระดับความสูงของจุดสูงสุดครั้งที่ 1 และครั้งที่ 2

ความหมายของข่าวนี้

การประเมินของกระทรวงกลาโหมเป็นการตัดสินของรัฐบาลเกี่ยวกับขีดความสามารถในการตรวจจับและสกัดกั้น อย่างไรก็ตาม การประเมินเพียงว่า “อยู่ในระดับที่สามารถตรวจจับและสกัดกั้นได้” ไม่ได้ทำให้ทราบว่าขีปนาวุธชนิดใดชนิดหนึ่งจะสามารถถูกสกัดกั้นได้ภายใต้เงื่อนไขใดในสถานการณ์จริง หรือมีโอกาสสำเร็จมากน้อยเพียงใด สิ่งที่ยืนยันได้ในขณะนี้คือคำชี้แจงของกระทรวงกลาโหมว่ากองทัพตรวจจับและติดตามขีปนาวุธ รวมทั้งระบุจุดปล่อยได้ทันทีหลังการยิง และการประเมินของกระทรวงกลาโหมเกี่ยวกับขีดความสามารถในการตอบโต้ของทรัพยากรป้องกันเกาหลีใต้และสหรัฐฯ

ความแตกต่างของตัวเลขระยะทางก็เป็นอีกปัจจัยที่ทำให้ยากจะสรุปถึงสมรรถนะ คำประกาศของคณะเสนาธิการร่วม ผลวิเคราะห์ของกระทรวงกลาโหมญี่ปุ่น และคำกล่าวอ้างของเกาหลีเหนือไม่ตรงกัน แต่รายงานข่าวที่ให้มายังไม่ได้อธิบายว่าเหตุใดจึงแตกต่างกัน ดังนั้นจึงยากที่จะถือว่าตัวเลขใดตัวเลขหนึ่งเป็นระยะบินที่ยืนยันแน่นอน หรือสรุปสมรรถนะของขีปนาวุธและความเป็นไปได้ในการป้องกันจากความแตกต่างของระยะทางเพียงอย่างเดียว

ตัวอย่างเช่น ผู้อ่านที่พบข่าวการยิงขีปนาวุธลักษณะคล้ายกัน อาจแยกพิจารณาเป็นคนละคำถามระหว่างคำประกาศว่า “ตรวจจับได้ทันทีหลังการยิง” คำกล่าวอ้างว่า “ไม่พลาดการติดตามตลอดทุกช่วงของการบิน” และการประเมินว่า “สามารถสกัดกั้นได้จริง” การตรวจจับและติดตามได้ไม่ได้เป็นหลักฐานยืนยันว่าการสกัดกั้นจะสำเร็จ และความเป็นไปได้ในการสกัดกั้นอาจเปลี่ยนแปลงตามเงื่อนไขการบินของขีปนาวุธและสถานการณ์ตอบโต้ อย่างไรก็ตาม รายงานข่าวครั้งนี้ไม่ได้ระบุเงื่อนไขเฉพาะเหล่านั้นหรือโอกาสสำเร็จ

ประเด็นที่รายงานแต่ละแห่งนำเสนอแตกต่างกัน

ระยะบินของการยิงครั้งนี้แตกต่างกันไปตามผู้ประกาศ คณะเสนาธิการร่วมประกาศว่ามากกว่า 700 กม. กระทรวงกลาโหมญี่ปุ่นวิเคราะห์ว่า 680 กม. ส่วนเกาหลีเหนืออ้างว่าบินได้ 1,000 กม. ยังไม่มีการยืนยันว่าความแตกต่างนี้เกิดจากวิธีการวัดหรือปัจจัยอื่นใด

คำกล่าวอ้างเกี่ยวกับความเป็นไปได้ในการตรวจจับขีปนาวุธก็แตกต่างกัน กระทรวงกลาโหมประเมินว่าสามารถตรวจจับและสกัดกั้นได้อย่างเพียงพอด้วยทรัพยากรป้องกันของเกาหลีใต้และสหรัฐฯ แต่คิม โยจงอ้างว่าเกาหลีใต้และญี่ปุ่นพลาดการติดตามวิถีบิน เจ้าหน้าที่กองทัพประเมินว่าคำกล่าวอ้างของเกาหลีเหนือเป็นการบิดเบือนและกล่าวเกินจริง แต่เนื้อหาที่นำเสนอในรายงานข่าวยังไม่เพียงพอให้ตัดสินเงื่อนไขการสกัดกั้นจริงหรือโอกาสสำเร็จได้

ข้อเท็จจริงที่ยืนยันได้และสิ่งที่ยังไม่ทราบ

ข้อเท็จจริงที่ยืนยันได้

  • คณะเสนาธิการร่วมประกาศว่าเกาหลีเหนือยิงขีปนาวุธทิ้งตัว 1 ลูกจากบริเวณวอนซานลงสู่ทะเลตะวันออกเมื่อเวลาประมาณ 6.30 น. วันที่ 3 ตุลาคม
  • กระทรวงกลาโหมประเมินว่าสามารถตรวจจับและสกัดกั้นได้อย่างเพียงพอด้วยทรัพยากรป้องกันของเกาหลีใต้และสหรัฐฯ และระบุว่ายังคงรักษาท่าทีป้องกันร่วม
  • ระยะบินมีความแตกต่างกัน โดยคณะเสนาธิการร่วมระบุว่ามากกว่า 700 กม. กระทรวงกลาโหมญี่ปุ่นระบุ 680 กม. และเกาหลีเหนืออ้างว่า 1,000 กม.
  • สำนักข่าวกลางเกาหลี (조선중앙통신) รายงานเมื่อวันที่ 4 ตุลาคมว่า มีการฝึกยิงขีปนาวุธยุทธศาสตร์พิสัยกลาง โดยมีคิม จองอึน ประธานคณะกรรมาธิการกิจการแห่งรัฐเข้าร่วมสังเกตการณ์

สิ่งที่ยังไม่ทราบ

  • ไม่มีการระบุว่าทรัพยากรป้องกันของเกาหลีใต้และสหรัฐฯ สามารถตรวจจับและสกัดกั้นขีปนาวุธดังกล่าวได้ภายใต้เงื่อนไขใดในสถานการณ์จริง หรือมีโอกาสสกัดกั้นสำเร็จมากน้อยเพียงใด
  • ไม่มีคำอธิบายว่าความแตกต่างของระยะบินที่คณะเสนาธิการร่วม กระทรวงกลาโหมญี่ปุ่น และเกาหลีเหนือประกาศนั้นเกิดจากสาเหตุใด
  • มีการพลาดการติดตามวิถีบินตามที่เกาหลีเหนือกล่าวอ้างจริงหรือไม่ และความเร็วกับลักษณะการบินในช่วงร่อนเป็นอย่างไร ก็ยังยืนยันได้ยากจากเนื้อหาในรายงานข่าวเพียงอย่างเดียว

สิ่งที่ผู้อ่านควรตรวจสอบ

  • เมื่อติดตามประกาศเพิ่มเติม ควรแยกพิจารณาข้อเท็จจริงเรื่องการยิง ระยะบิน การประเมินการตรวจจับและติดตาม ตลอดจนการตัดสินเกี่ยวกับความเป็นไปได้ในการสกัดกั้นออกจากกัน
  • ตรวจสอบตัวเลขระยะทางควบคู่ไปกับผู้ประกาศด้วย ในกรณีนี้ตัวเลขของคณะเสนาธิการร่วม กระทรวงกลาโหมญี่ปุ่น และเกาหลีเหนือแตกต่างกัน จึงควรหลีกเลี่ยงการถือว่าตัวเลขใดตัวเลขหนึ่งเป็นค่าที่ยืนยันแน่นอนจนกว่าจะมีคำชี้แจงถึงความแตกต่าง
  • สำหรับคำกล่าวอ้างเกี่ยวกับขีปนาวุธความเร็วเหนือเสียง สามารถตรวจสอบได้ว่ามีการเปิดเผยข้อมูลความเร็วและวิถีบินในช่วงร่อนหรือไม่ รายงานข่าวครั้งนี้ระบุว่าข้อมูลสำคัญดังกล่าวยังไม่ได้รับการเปิดเผย

แหล่งอ้างอิง

  • รายงานอื่นที่ใช้อ้างอิง: hani.co.kr
  • รายงานอื่นที่ใช้อ้างอิง: en.yna.co.kr