รางวัลยกย่องงานคุ้มครองความเป็นส่วนตัวในยุคปัญญาประดิษฐ์

ชเว แดซอน คณบดีวิทยาลัยปัญญาประดิษฐ์และผู้อำนวยการบัณฑิตวิทยาลัยเฉพาะทางด้านปัญญาประดิษฐ์ มหาวิทยาลัยซุงซิล ได้รับเหรียญเกียรติคุณข้าราชการชั้นฮงโจ เมื่อวันที่ ๓๐ กันยายน ในพิธีวันคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลครั้งที่ ๖ ที่กรุงโซล ประเทศเกาหลีใต้

รางวัลนี้มอบให้จากผลงานในฐานะหัวหน้ากลุ่มบริหารความเสี่ยงของคณะที่ปรึกษานโยบายภาครัฐและเอกชนด้านความเป็นส่วนตัวในปัญญาประดิษฐ์ เขามีบทบาทวางแนวทางอย่างเป็นระบบเพื่อประเมินและลดภัยคุกคามต่อข้อมูลส่วนบุคคลที่เกิดขึ้นระหว่างการพัฒนาและใช้งานเทคโนโลยีดังกล่าว

หัวใจของผลงานคือการพิจารณาความเสี่ยงตั้งแต่ต้นทาง แล้วกำหนดวิธีลดอันตรายก่อนที่ข้อมูลส่วนบุคคลจะถูกนำไปใช้หรือเปิดเผยอย่างไม่เหมาะสม

พิธีมอบรางวัลเน้นความเชื่อมั่นต่อเทคโนโลยี

พิธีประจำปีนี้จัดโดยคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล ภายใต้แนวคิดการสร้างสังคมนวัตกรรมปัญญาประดิษฐ์ที่เติบโตบนความไว้วางใจ มีผู้เชี่ยวชาญและผู้เกี่ยวข้องจากแวดวงการคุ้มครองข้อมูลเข้าร่วมประมาณ ๓๕๐ คน

ภายในงานมีการมอบรางวัลจากรัฐบาล ๑๓ รางวัล และประกาศเกียรติคุณจากประธานคณะกรรมการอีก ๕๒ รางวัล ชเวเป็นหนึ่งในผู้ได้รับเหรียญเกียรติยศระดับรัฐบาล ซึ่งสะท้อนความสำคัญที่ภาครัฐให้กับการคุ้มครองประชาชนควบคู่ไปกับการพัฒนาเทคโนโลยี

การคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลมีความหมายต่อชีวิตประจำวันโดยตรง เช่น ข้อมูลตำแหน่งที่อยู่ ประวัติสุขภาพ หรือการค้นหาบนอินเทอร์เน็ต หากระบบนำข้อมูลเหล่านี้ไปใช้โดยที่เจ้าของข้อมูลไม่เข้าใจหรือไม่ยินยอม ก็อาจกระทบทั้งความเป็นส่วนตัวและความปลอดภัยของบุคคล


คณะที่ปรึกษาร่วมออกแบบแนวทางบริหารความเสี่ยง

คณะที่ปรึกษานโยบายภาครัฐและเอกชนด้านความเป็นส่วนตัวในปัญญาประดิษฐ์เริ่มดำเนินงานในเดือนกุมภาพันธ์ โดยมีสมาชิก ๓๗ คนจากภาคธุรกิจ มหาวิทยาลัย วงการกฎหมาย และองค์กรภาคประชาชน เป้าหมายคือร่วมกันออกแบบหลักเกณฑ์ที่คำนึงถึงทั้งประโยชน์และความเสี่ยงของเทคโนโลยี

คณะทำงานแบ่งเป็นสามกลุ่ม ได้แก่ การกำหนดหลักเกณฑ์การจัดการข้อมูล การบริหารความเสี่ยง และสิทธิของเจ้าของข้อมูล การแบ่งหน้าที่เช่นนี้ช่วยให้การพิจารณาครอบคลุมตั้งแต่ขั้นตอนเก็บข้อมูล ไปจนถึงสิทธิของประชาชนในการรับรู้หรือจัดการข้อมูลของตนเอง

ชเวเป็นหัวหน้ากลุ่มบริหารความเสี่ยง ซึ่งพิจารณาว่าข้อมูลอาจถูกนำไปใช้ผิดวัตถุประสงค์ ถูกเปิดเผย หรือก่อให้เกิดผลเสียต่อผู้คนได้อย่างไร ตัวอย่างเช่น หากระบบคัดเลือกผู้สมัครงานเรียนรู้จากข้อมูลที่มีอคติ ก็อาจปฏิบัติต่อผู้สมัครบางกลุ่มอย่างไม่เป็นธรรม แม้ผู้พัฒนาจะไม่ได้ตั้งใจให้เกิดผลเช่นนั้นก็ตาม

การประเมินความเสี่ยงจึงไม่ใช่แค่การตรวจว่าระบบทำงานได้หรือไม่ แต่ยังต้องถามด้วยว่าระบบใช้ข้อมูลอะไร ใครได้รับผลกระทบ และมีวิธีแก้ไขเมื่อเกิดความผิดพลาดหรือไม่


เชื่อมงานคุ้มครองข้อมูลกับการวิจัยด้านความปลอดภัย

มหาวิทยาลัยซุงซิลจัดการเรียนการสอนด้านปัญญาประดิษฐ์ผ่านสี่สาขา ได้แก่ ปัญญาประดิษฐ์ ความมั่นคงปลอดภัยสารสนเทศ ซอฟต์แวร์ และระบบปัญญาประดิษฐ์ ส่วนบัณฑิตวิทยาลัยเฉพาะทางเปิดสอนด้านความมั่นคงปลอดภัยที่ประยุกต์ใช้ปัญญาประดิษฐ์ และด้านชีววิทยาศาสตร์ที่ประยุกต์ใช้ปัญญาประดิษฐ์

มหาวิทยาลัยยังมีศูนย์วิจัยความปลอดภัยของปัญญาประดิษฐ์ ซึ่งพัฒนาระบบวิเคราะห์ช่องโหว่แบบหลายตัวแทน หรือระบบที่ให้โปรแกรมอัจฉริยะหลายตัวช่วยกันตรวจหาจุดอ่อนของซอฟต์แวร์ ระบบดังกล่าวมีชื่อว่า “มูเนเม” และผ่านภารกิจ ๑,๕๐๗ รายการในการประเมินภาคปฏิบัติระดับโลกที่เรียกว่า “ไซเบอร์ยิม” ระดับหนึ่ง โดยทำภารกิจสำเร็จในการทดลองครั้งเดียวร้อยละ ๙๑ ตามข้อมูลที่รายงาน

การตรวจหาช่องโหว่มีความสำคัญ เพราะข้อบกพร่องในซอฟต์แวร์อาจเปิดทางให้ผู้ไม่หวังดีเข้าถึงข้อมูลหรือควบคุมระบบได้ การให้เครื่องมือช่วยตรวจสอบจึงอาจทำให้ทีมรักษาความปลอดภัยค้นพบปัญหาได้เร็วขึ้น แต่ผลทดสอบในสนามประเมินไม่ได้หมายความว่าระบบจะปลอดภัยสมบูรณ์ในทุกสถานการณ์ ยังต้องมีการตรวจสอบและปรับปรุงอย่างต่อเนื่อง


ชเวระบุว่าจะทำงานเพื่อสังคมปัญญาประดิษฐ์ที่ไว้วางใจได้

ชเวกล่าวว่าการได้รับรางวัลในฐานะนักวิจัยด้านเทคโนโลยีมีความหมายเป็นพิเศษ เพราะเป็นการสานต่อความพยายามของผู้คนจำนวนมากที่ช่วยพัฒนากฎหมายและระบบคุ้มครองข้อมูล เขายังขอบคุณคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

เขาระบุด้วยว่า ในยุคปัญญาประดิษฐ์ เทคโนโลยีที่ช่วยให้คุ้มครองข้อมูลไปพร้อมกับการนำข้อมูลไปใช้ให้เกิดประโยชน์จะมีความสำคัญมากขึ้น พร้อมยืนยันว่าจะรับผิดชอบในฐานะนักวิจัย เพื่อช่วยสร้างสังคมที่ผู้คนสามารถไว้วางใจปัญญาประดิษฐ์ได้

แนวคิดดังกล่าวสะท้อนโจทย์ที่หลายประเทศกำลังเผชิญ นั่นคือการหาจุดสมดุลระหว่างการส่งเสริมนวัตกรรมกับการป้องกันผลกระทบต่อประชาชน หากกฎเข้มงวดจนเกินไป การพัฒนาอาจชะลอตัว แต่หากขาดมาตรการคุ้มครอง ผู้ใช้ก็อาจต้องรับความเสี่ยงจากการใช้ข้อมูลโดยไม่รู้ตัว


ประเด็นที่ต้องติดตามต่อไป

การทำให้ปัญญาประดิษฐ์น่าเชื่อถือจำเป็นต้องอาศัยทั้งกฎเกณฑ์ เครื่องมือทางเทคนิค และความรับผิดชอบขององค์กรที่นำระบบไปใช้ การประเมินความเสี่ยงอย่างสม่ำเสมอ รวมถึงการอธิบายให้ประชาชนเข้าใจว่าข้อมูลของตนถูกใช้เพื่ออะไร จะช่วยให้การคุ้มครองไม่หยุดอยู่เพียงเอกสารนโยบาย

  • องค์กรควรตรวจสอบข้อมูลที่ใช้ฝึกและให้บริการระบบ พร้อมลดการเก็บข้อมูลที่ไม่จำเป็น
  • ผู้ใช้ควรได้รับคำอธิบายที่เข้าใจง่ายเกี่ยวกับการเก็บ ใช้ และแบ่งปันข้อมูลส่วนบุคคล
  • ระบบควรมีช่องทางให้แจ้งข้อผิดพลาดและขอให้มนุษย์ทบทวนผลลัพธ์ที่ส่งผลสำคัญต่อชีวิต
  • การทดสอบความปลอดภัยควรทำซ้ำเมื่อระบบหรือข้อมูลมีการเปลี่ยนแปลง ไม่ใช่ตรวจเพียงครั้งเดียวก่อนเปิดใช้งาน

รางวัลของชเวจึงไม่ได้ยกย่องเพียงผลงานทางวิชาการ แต่ยังชี้ให้เห็นว่าการสร้างเทคโนโลยีที่ก้าวหน้าและการดูแลสิทธิของประชาชนต้องเดินควบคู่กัน ความสำเร็จในระยะยาวจะขึ้นอยู่กับว่าภาครัฐ นักวิจัย ธุรกิจ และสังคมสามารถร่วมกันทำให้หลักการคุ้มครองข้อมูลเกิดขึ้นจริงได้มากเพียงใด