ประกาศใช้สื่อสังคมออนไลน์เป็นช่องทางสื่อสารหลักมากขึ้น

ประธานาธิบดีอี แจ-มยองของเกาหลีใต้ประกาศว่าจะสื่อสารกับประชาชนโดยตรงผ่านสื่อสังคมออนไลน์มากขึ้น โดยกล่าวว่าแพลตฟอร์มเหล่านี้เป็นช่องทางที่เชื่อมโยงเขากับประชาชน และช่วยให้ข้อมูลของเขาไปถึงสาธารณะได้ เขายังกล่าวว่าการสนับสนุนจากประชาชนมีส่วนพาเขามาถึงตำแหน่งปัจจุบัน

ในข้อความที่เผยแพร่เมื่อช่วงค่ำวันที่ 30 กันยายน เขาระบุว่า ยิ่งเผชิญสถานการณ์ยากลำบากหรือการโจมตีที่บิดเบือนมากเท่าใด ก็ยิ่งจำเป็นต้องสื่อสารกับประชาชนโดยตรงและอาศัยความไว้วางใจจากประชาชนมากขึ้นเท่านั้น

อี แจ-มยองกล่าวว่าจะเข้าใกล้ประชาชน รับฟัง และสื่อสารให้มากขึ้น ผ่านการแถลงข่าว เวทีอภิปราย การลงพื้นที่ การถ่ายทอดสดทางยูทูบ และการสนทนารูปแบบอื่น

จำนวนข้อความเพิ่มขึ้นหลังเงียบไปช่วงหนึ่ง

ก่อนหน้านี้ อีลดการโพสต์บนแพลตฟอร์มเอ็กซ์ในช่วงที่เกิดข้อถกเถียงเรื่องการเข้าไปเกี่ยวข้องกับการประชุมใหญ่ของพรรค และเสียงวิจารณ์เกี่ยวกับการตรวจสอบประวัติผู้ได้รับการเสนอชื่อเข้ารับตำแหน่งในรัฐบาล แต่ในวันที่ 29 กันยายน เขาโพสต์ 8 ข้อความ และวันที่ 30 กันยายนโพสต์ 9 ข้อความ แสดงให้เห็นว่าการใช้ช่องทางนี้กลับมาคึกคักอีกครั้ง

ในช่วงคืนวันที่ 30 กันยายนต่อเนื่องถึงเช้ามืดวันที่ 1 ตุลาคม เขายังโพสต์หลายข้อความเกี่ยวกับความเห็นของตนต่อคิม จี-ยง ผู้ได้รับการเสนอชื่อเป็นผู้อำนวยการคนแรกของหน่วยสอบสวนคดีอาชญากรรมร้ายแรง การอธิบายประเด็นต่าง ๆ ด้วยตนเองอาจช่วยให้ประชาชนรับทราบท่าทีของประธานาธิบดีได้โดยไม่ต้องรอการสรุปผ่านช่องทางอื่น

อย่างไรก็ตาม สื่อสังคมออนไลน์มีลักษณะเผยแพร่ข้อความได้รวดเร็วและเข้าถึงคนจำนวนมาก ข้อความสั้น ๆ จึงอาจถูกนำไปตีความหรือส่งต่อโดยไม่มีบริบทครบถ้วน ต่างจากการแถลงข่าวที่ผู้สื่อข่าวสามารถถามต่อเพื่อขอคำชี้แจงได้


คะแนนความเห็นชอบลดลง เพิ่มแรงกดดันให้รัฐบาลอธิบาย

การสื่อสารที่ถี่ขึ้นเกิดขึ้นในช่วงที่คะแนนประเมินการบริหารประเทศของประธานาธิบดีลดลง ผลสำรวจที่เผยแพร่เมื่อวันที่ 1 ตุลาคมระบุว่า ผู้ตอบแบบสำรวจ 50% มีความเห็นเชิงลบต่อการบริหารงาน ขณะที่ 43% มีความเห็นเชิงบวก

ในสถานการณ์เช่นนี้ การสื่อสารโดยตรงอาจเป็นความพยายามแก้ไขความเข้าใจผิด ชี้แจงนโยบาย และอธิบายเหตุผลเบื้องหลังการตัดสินใจของรัฐบาล ตัวอย่างเช่น หากประชาชนสงสัยว่ารัฐบาลจะดำเนินนโยบายอย่างไร การโพสต์คำอธิบายจากประธานาธิบดีโดยตรงอาจช่วยให้ได้รับคำตอบเร็วขึ้น

แต่ช่องทางดังกล่าวไม่ได้ทำให้ข้อถกเถียงหายไปโดยอัตโนมัติ หากข้อความมีถ้อยคำแข็งกร้าว หรือมุ่งตอบโต้ฝ่ายที่เห็นต่าง ผู้ติดตามอาจมองว่าเป็นการปกป้องจุดยืน ขณะที่ผู้ไม่เห็นด้วยอาจเห็นว่าเป็นการเพิ่มความตึงเครียด


สื่อสารกับผู้สนับสนุนหรือประชาชนทุกกลุ่ม?

อีเคยโพสต์ว่า ควรตอบโต้คำโกหก คำพูดรุนแรง และการใส่ร้ายอย่างตรงไปตรงมา พร้อมเรียกร้องให้ผู้สนับสนุนมีส่วนร่วมและลงมือปฏิบัติ ข้อความลักษณะนี้อาจช่วยสร้างพลังและความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันในกลุ่มผู้สนับสนุน แต่ก็มีคำถามว่าเนื้อหาจะเข้าถึงประชาชนที่มีจุดยืนต่างกันได้มากน้อยเพียงใด

วันที่ 1 ตุลาคม เขายังแนะนำคลังข้อมูลออนไลน์ที่ประชาชนมีส่วนร่วมได้ และเชิญชวนให้เข้าร่วม พร้อมใช้คำว่า “ซ้ายอย่างสง่างาม” ซึ่งดัดแปลงจากคำว่า “สง่างาม” ในภาษาเกาหลีด้วยการแทนคำที่มีความหมายว่า “ขวา” ด้วยคำว่า “ซ้าย” ถ้อยคำนี้เป็นคำที่พบได้ในชุมชนออนไลน์ซึ่งสนับสนุนแนวคิดทางการเมืองฝ่ายซ้าย

การใช้ภาษาที่กลุ่มผู้สนับสนุนเข้าใจร่วมกันอาจทำให้ข้อความดูเป็นกันเองและสร้างความรู้สึกใกล้ชิด แต่สำหรับประชาชนกลุ่มอื่น คำดังกล่าวอาจไม่ชัดเจน หรือทำให้รู้สึกว่าประธานาธิบดีกำลังสื่อสารกับฐานเสียงของตนเป็นหลัก


ผู้เชี่ยวชาญเตือน ข้อความเผชิญหน้าอาจเพิ่มความขัดแย้ง

คิม ยุน-ชอล อาจารย์จากวิทยาลัยฮิวแมนนิตัส มหาวิทยาลัยคยองฮี เห็นว่าควรควบคุมวิธีการสื่อสารให้รอบคอบ เขาระบุว่าข้อความของประธานาธิบดีมีลักษณะตรงไปตรงมาและแสดงจุดยืนขัดแย้งอย่างชัดเจน การที่ผู้นำประเทศลงไปตอบโต้ในแนวหน้าเองอาจทำให้ความขัดแย้งทวีขึ้น และกลายเป็นภาระต่อตัวประธานาธิบดี

คิม ยุน-ชอลเตือนว่า แม้จะรู้สึกไม่เป็นธรรม โกรธ หรืออึดอัด การอดทนอย่างมีกลยุทธ์ก็ยังจำเป็นสำหรับผู้นำประเทศ

นักวิเคราะห์การเมืองอี จง-ฮุนกล่าวว่า เมื่อประธานาธิบดีแสดงความคิดเห็นบ่อยขึ้น โอกาสที่จะพูดผิดหรือถูกโต้แย้งก็อาจเพิ่มตามไปด้วย นอกจากนี้ หากผู้นำตอบสนองต่อทุกประเด็นด้วยตนเอง เจ้าหน้าที่ระดับสูงและรัฐมนตรีอาจลดบทบาทหรือไม่กล้าแสดงความเห็น

ยุน แท-กน หัวหน้าหน่วยวิเคราะห์การเมืองของบริษัทเดอะโมอากล่าวว่า ประธานาธิบดีอาจกำลังรู้สึกโดดเดี่ยว และเตือนว่าการส่งข้อความที่ดูมุ่งตรงไปยังฐานผู้สนับสนุนจำนวนจำกัดไม่ใช่กลยุทธ์ที่เหมาะสมเสมอไป


การสื่อสารโดยตรงต้องสมดุลกับความรับผิดชอบของผู้นำ

การใช้สื่อสังคมออนไลน์ของผู้นำมีข้อดีคือสื่อสารได้รวดเร็ว เข้าถึงประชาชนได้โดยตรง และเปิดโอกาสให้ประชาชนเห็นท่าทีของรัฐบาลโดยไม่ผ่านตัวกลาง แต่ยิ่งมีการเผยแพร่ข้อความมาก ความเสี่ยงจากการสื่อสารคลาดเคลื่อน การตีความผิด และการตอบโต้ทางการเมืองก็ยิ่งสูงขึ้น

ประวัติศาสตร์การเมืองมีตัวอย่างของผู้นำที่ใช้สื่อใหม่เพื่อสร้างความใกล้ชิดกับประชาชน เช่น แฟรงกลิน ดี. โรสเวลต์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ เคยใช้รายการวิทยุที่เรียกว่า “การสนทนาข้างเตาผิง” เพื่ออธิบายนโยบายให้ประชาชนเข้าใจอย่างเป็นกันเอง บทเรียนจากรูปแบบดังกล่าวคือ การสื่อสารที่เข้าถึงง่ายมีพลังเมื่ออธิบายข้อเท็จจริงอย่างชัดเจนและสร้างความเชื่อมั่น ไม่ใช่เพียงเพิ่มจำนวนข้อความ

ในระยะต่อไป ประเด็นสำคัญจึงไม่ใช่แค่ว่าอีจะโพสต์บ่อยเพียงใด แต่รวมถึงวิธีตรวจสอบข้อมูลก่อนเผยแพร่ การแยกคำชี้แจงเชิงนโยบายออกจากการโต้เถียงทางการเมือง และการเปิดพื้นที่ให้เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องตอบคำถามด้วย หากการสื่อสารตรงช่วยให้ประชาชนเข้าใจเหตุผลของนโยบายมากขึ้น ก็อาจเสริมความไว้วางใจได้ แต่หากกลายเป็นการตอบโต้รายวัน ก็อาจยิ่งทำให้ความแตกแยกเด่นชัดขึ้น


จุดที่ต้องจับตา

  • ความโปร่งใส: การสื่อสารโดยตรงอาจทำให้ประชาชนรับทราบจุดยืนของรัฐบาลได้เร็วขึ้น
  • ความแม่นยำ: ข้อความที่เผยแพร่รวดเร็วจำเป็นต้องตรวจสอบข้อเท็จจริงและบริบทอย่างรอบคอบ
  • ความขัดแย้ง: ถ้อยคำที่เผชิญหน้าหรือมุ่งตอบโต้ฝ่ายตรงข้ามอาจทำให้ความแตกแยกรุนแรงขึ้น
  • บทบาทของรัฐบาล: หากประธานาธิบดีตอบทุกเรื่องด้วยตนเอง เจ้าหน้าที่และรัฐมนตรีอาจมีพื้นที่ชี้แจงน้อยลง
  • ความเชื่อมั่นของประชาชน: ผลลัพธ์จะขึ้นอยู่กับว่าการสื่อสารช่วยอธิบายนโยบายและรับฟังประชาชนได้จริงหรือไม่