ประธานศาลฎีกาเกาหลี โจฮีแด ยื่นหนังสือชี้แจงว่าจะไม่เข้าร่วม หลังถูกเรียกให้ไปให้การในฐานะพยานทั่วไปต่อการตรวจสอบการบริหารงานของศาลฎีกาเกาหลีโดยรัฐสภา ซึ่งกำหนดไว้ในวันที่ 6 ตุลาคม พรรคประชาธิปไตยเกาหลีจึงเรียกร้องให้เขาเข้าร่วมการตรวจสอบของรัฐสภาและชี้แจง พร้อมกดดันให้ลาออกหากไม่มีความคิดจะเข้าร่วม ใจกลางของข้อโต้แย้งคือ รัฐสภาจะใช้การซักถามพยานตรวจสอบประเด็นการบริหารงานตุลาการที่เกี่ยวข้องกับการเสนอชื่อผู้พิพากษาศาลฎีกาได้หรือไม่ และกระบวนการดังกล่าวละเมิดความเป็นอิสระของฝ่ายตุลาการหรือไม่
ภูมิหลังและบริบท
ใจความสำคัญในหนังสือชี้แจงที่ประธานศาลฎีกาโจยื่นคือ ลักษณะและขอบเขตการเปิดเผยข้อมูลเกี่ยวกับอำนาจเสนอชื่อ (อำนาจในการเสนอชื่อผู้ได้รับการเสนอให้ดำรงตำแหน่งผู้พิพากษาศาลฎีกา) ประธานศาลฎีกาโจอ้างว่า เนื่องจากอำนาจเสนอชื่อเป็นอำนาจอิสระตามรัฐธรรมนูญของประธานศาลฎีกา การที่รัฐสภาเรียกให้มาให้การเกี่ยวกับเรื่องนี้อาจขัดต่อเจตนารมณ์ของการแบ่งแยกอำนาจทั้งสามและความเป็นอิสระของอำนาจตุลาการ เขายังเห็นว่าการเรียกเช่นนี้ไม่สอดคล้องกับเจตนารมณ์ของกฎหมายว่าด้วยรัฐสภา (국회법) ซึ่งไม่ได้กำหนดให้ประธานศาลฎีกามีหน้าที่เข้าร่วมและตอบคำถามต่อรัฐสภา
เขาระบุว่าไม่เหมาะสมที่จะเปิดเผยรายละเอียดข้อมูลส่วนบุคคลของผู้ได้รับการเสนอชื่อเป็นผู้พิพากษาศาลฎีกา เรื่องละเอียดอ่อนเกี่ยวกับการแต่งตั้งที่กำลังดำเนินอยู่ และเนื้อหาการหารือที่เกี่ยวข้องกับอำนาจตามรัฐธรรมนูญของประธานาธิบดี เขายังเขียนในหนังสือชี้แจงว่าไม่อาจตัดความเป็นไปได้ที่จะมีการยื่นคำร้องกล่าวหาเกี่ยวกับการใช้อำนาจเสนอชื่อ และอาจมีขั้นตอนการสอบสวนตามมาในอนาคตได้ นี่คือเหตุผลที่ประธานศาลฎีกาโจระบุว่าจะไม่เข้าร่วม ไม่ได้หมายความว่ามีคำวินิจฉัยทางกฎหมายขั้นสุดท้ายแล้วว่าเขาไม่มีหน้าที่ต้องเข้าร่วม
พรรคประชาธิปไตยเกาหลีอธิบายว่า การซักถามพยานครั้งนี้ไม่ได้มุ่งตรวจสอบคดีใดคดีหนึ่ง แต่เป็นเรื่องการบริหารงานตุลาการ หรือภาวะที่พรรคเห็นว่าขัดรัฐธรรมนูญซึ่งเกิดจากการไม่เสนอชื่อผู้พิพากษาศาลฎีกาเป็นเวลานาน อียองอู โฆษกพรรคกล่าวว่า ประชาชนต้องการถามว่าประธานศาลฎีกาโจสั่งให้จัดจุดยืนว่าเป็นการปฏิเสธหรือไม่ยอมรับข้อเสนอให้เสนอชื่อใหม่ ทั้งที่สำนักงานบริหารศาลเสนอความเห็นให้เสนอชื่อใหม่แล้วหรือไม่ ข้อกล่าวอ้างนี้เป็นการตั้งคำถามของพรรคการเมือง และจากข้อมูลในหนังสือชี้แจงกับรายงานข่าวเพียงอย่างเดียว ยังไม่อาจยืนยันได้ว่าเหตุการณ์เป็นมาอย่างไรหรือมีการกระทำที่ขัดรัฐธรรมนูญหรือไม่
ความหมายของข่าวนี้
การเผชิญหน้าครั้งนี้เป็นกรณีที่หลักการสองด้านปะทะกัน ได้แก่ ขอบเขตอำนาจการตรวจสอบของรัฐสภา และจุดที่ควรคุ้มครองอำนาจอิสระของฝ่ายตุลาการ พรรคประชาธิปไตยเกาหลีเห็นว่ารัฐสภาสามารถเรียกให้มาให้การเพื่อให้ฝ่ายตุลาการรับผิดชอบต่อการบริหารงานได้ ขณะที่ประธานศาลฎีกาโจเห็นว่า การเรียกร้องให้เปิดเผยอำนาจเสนอชื่อของประธานศาลฎีกาและการหารือที่เกี่ยวข้องอาจก้าวข้ามขอบเขตตามหลักการแบ่งแยกอำนาจ ไม่มีฝ่ายใดที่ข้อกล่าวอ้างได้รับการยืนยันเป็นคำตีความกฎหมายขั้นสุดท้ายโดยอัตโนมัติ
สำหรับประชาชน ประเด็นนี้เกี่ยวข้องทั้งกับความรับผิดชอบในกระบวนการเสนอชื่อผู้ได้รับการเสนอให้ดำรงตำแหน่งผู้พิพากษาศาลฎีกา และการรับรองความเป็นอิสระของฝ่ายตุลาการ หากรัฐสภาไม่สามารถซักถามเกี่ยวกับกระบวนการดังกล่าวได้ ช่องทางในการเรียกร้องคำอธิบายเกี่ยวกับขั้นตอนการแต่งตั้งอาจมีจำกัด ในทางกลับกัน หากการเรียกให้มาให้การนำไปสู่การเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลของผู้ได้รับการเสนอชื่อหรือรายละเอียดการหารือที่ละเอียดอ่อน ความกังวลเกี่ยวกับความเป็นอิสระของอำนาจฝ่ายตุลาการก็อาจเพิ่มขึ้น ตัวอย่างเช่น หากรัฐสภาต้องการตรวจสอบสาเหตุที่การเสนอชื่อล่าช้า ประเด็นหนึ่งคือจะสามารถแยกคำถามเกี่ยวกับกระบวนการเสนอชื่อออกจากข้อมูลเกี่ยวกับผู้ได้รับการเสนอชื่อและการหารือ ซึ่งเปิดเผยได้ยากหรือไม่
พรรคประชาธิปไตยเกาหลียืนยันว่ามีหน้าที่ต้องเข้าร่วม ส่วนประธานศาลฎีกาโจยื่นหนังสือชี้แจงว่าจะไม่เข้าร่วม โดยอ้างความเป็นอิสระของอำนาจตุลาการและอำนาจเสนอชื่อ จากข้อโต้แย้งนี้เพียงอย่างเดียว ยังสรุปไม่ได้ว่ามีการยืนยันแล้วว่าประธานศาลฎีกามีหน้าที่ต้องเข้าร่วมหรือไม่
ประเด็นที่รายงานข่าวนำเสนอแตกต่างกัน
รายงานข่าวต่าง ๆ กล่าวถึงข้อเท็จจริงร่วมกันเรื่องการเรียกให้เข้าร่วมและหนังสือชี้แจงว่าจะไม่เข้าร่วม แต่ให้น้ำหนักกับประเด็นที่แตกต่างกัน รายงานหนึ่งเน้นคำเรียกร้องให้ลาออกของอียองอู โฆษกพรรคประชาธิปไตยเกาหลี และข้ออ้างว่ามีหน้าที่ต้องเข้าร่วมตามมาตรา 2 ของกฎหมายว่าด้วยการสอบปากคำพยานและการตรวจสอบหลักฐานของรัฐสภา (국회증언감정법) อีกรายงานนำเสนอเหตุผลที่ประธานศาลฎีกาโจจะไม่เข้าร่วม พร้อมคำโต้แย้งของสมาชิกสภาคิมอึยกยอม และที่มาของการคัดเลือกพยานสำหรับการตรวจสอบของรัฐสภา
อีกรายงานหนึ่งระบุว่า ซอยองกโย ประธานคณะกรรมาธิการกฎหมายและตุลาการ ยกมาตรา 129 ของกฎหมายว่าด้วยรัฐสภา มาตรา 10 ของกฎหมายว่าด้วยการตรวจสอบและการสอบสวนของรัฐสภา (국정감사 및 조사에 관한 법률) และมาตรา 5 ของกฎหมายว่าด้วยการสอบปากคำพยานและการตรวจสอบหลักฐานของรัฐสภา เป็นฐานทางกฎหมายสำหรับการเรียกให้เข้าร่วม ประธานซอกล่าวว่า หากเข้าร่วมก็ต้องสาบานตนเป็นพยานและให้การด้วย และกล่าวว่าอาจมีมาตรการทางกฎหมายได้หากไม่เข้าร่วมโดยไม่มีเหตุอันสมควร นี่เป็นข้อกล่าวอ้างและคำอธิบายจากฝ่ายรัฐสภา ไม่ใช่คำวินิจฉัยขั้นสุดท้ายเกี่ยวกับผลทางกฎหมายของหนังสือชี้แจงว่าจะไม่เข้าร่วมหรือเกี่ยวกับหน้าที่ในการเข้าร่วม
ข้อเท็จจริงที่ยืนยันแล้วและสิ่งที่ยังไม่ทราบ
ข้อเท็จจริงที่ยืนยันแล้ว
- ประธานศาลฎีกาเกาหลี โจฮีแด ยื่นหนังสือชี้แจงว่าจะไม่เข้าร่วมตามหมายเรียกให้เป็นพยานในการตรวจสอบการบริหารงานของศาลฎีกาโดยรัฐสภาในวันที่ 6 ตุลาคม
- ในหนังสือชี้แจงมีการกล่าวถึงความเป็นอิสระของอำนาจเสนอชื่อ ความอ่อนไหวของข้อมูลส่วนบุคคลของผู้ได้รับการเสนอชื่อและการแต่งตั้งที่กำลังดำเนินอยู่ ตลอดจนความกังวลเกี่ยวกับการเปิดเผยเนื้อหาการหารือกับประธานาธิบดี
- ประธานศาลฎีกาโจยกการยื่นคำร้องกล่าวหาเกี่ยวกับการใช้อำนาจเสนอชื่อและความเป็นไปได้ที่จะมีการสอบสวนในอนาคตเป็นเหตุผลที่ไม่เข้าร่วมด้วย
- พรรคประชาธิปไตยเกาหลีเรียกร้องให้เข้าร่วมการตรวจสอบของรัฐสภาและชี้แจง โดยยืนยันว่าประธานศาลฎีกาไม่ได้รับการยกเว้นจากหน้าที่ในการเข้าร่วมในฐานะพยาน
สิ่งที่ยังไม่ทราบ
- ประธานศาลฎีกาโจจะเข้าร่วมการตรวจสอบของรัฐสภาในวันที่ 6 ตุลาคมจริงหรือไม่
- รัฐสภาจะตอบสนองต่อหนังสือชี้แจงว่าจะไม่เข้าร่วมอย่างไร
- รายละเอียดที่ชัดเจนของคำร้องกล่าวหาเกี่ยวกับการเสนอชื่อและการเสนอชื่อใหม่เป็นผู้พิพากษาศาลฎีกา รวมถึงความคืบหน้าของการสอบสวน
- คำวินิจฉัยทางกฎหมายขั้นสุดท้ายว่าประธานศาลฎีกามีหน้าที่ต้องเข้าร่วมในฐานะพยานต่อการตรวจสอบของรัฐสภาครั้งนี้หรือไม่
สิ่งที่ผู้อ่านควรตรวจสอบ
- ควรตรวจสอบว่าประธานศาลฎีกาโจเข้าร่วมจริงหรือไม่ในวันตรวจสอบของรัฐสภา และรัฐสภาตอบสนองต่อหนังสือชี้แจงอย่างไร
- ควรพิจารณาข้อกล่าวอ้างของพรรคประชาธิปไตยเกาหลีและประธานศาลฎีกาโจแยกจากกัน และตรวจสอบว่าแต่ละฝ่ายอ้างบทบัญญัติกฎหมายและหลักการตามรัฐธรรมนูญข้อใดเป็นฐานสำหรับหน้าที่ในการเข้าร่วม
- ก่อนที่จะยืนยันรายละเอียดของคำร้องกล่าวหาหรือความคืบหน้าการสอบสวนที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการเสนอชื่อและเสนอชื่อใหม่ ไม่ควรถือว่าเป็นข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการกระทำผิดกฎหมายที่ได้รับการยืนยันแล้ว
แหล่งอ้างอิง
- รายงานอื่นที่ใช้อ้างอิง: hani.co.kr
- รายงานอื่นที่ใช้อ้างอิง: chosun.com




















