สงครามภาษีทำให้แคนาดาต้องเร่งหาทางเลือก
รัฐบาลแคนาดาภายใต้การนำของนายกรัฐมนตรีมาร์ก คาร์นีย์กำลังพยายามดึงดูดเงินลงทุนจากทั่วโลก ในช่วงที่ความสัมพันธ์ทางการค้ากับสหรัฐฯ ตึงเครียดจากมาตรการขึ้นภาษีของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ภาษีศุลกากร (เงินที่รัฐเรียกเก็บจากสินค้านำเข้า) ทำให้สินค้าข้ามพรมแดนมีต้นทุนสูงขึ้น และอาจกระทบทั้งบริษัทผู้ผลิต ผู้ส่งออก และผู้บริโภค
เดือนกันยายนที่ผ่านมา แคนาดาจัดการประชุมสุดยอดด้านการลงทุนเป็นเวลาสองวันที่เมืองโตรอนโต โดยรัฐบาลร่วมเป็นเจ้าภาพกับบริษัทด้านการลงทุน คาร์นีย์ซึ่งมีประสบการณ์ในแวดวงการเงินและการลงทุนทำหน้าที่นำเสนอจุดแข็งของประเทศ พร้อมยืนยันว่าแคนาดายังคงเป็นแหล่งลงทุนที่มีเสถียรภาพ แม้โลกกำลังเผชิญสงครามการค้า
ประเด็นสำคัญของแคนาดาไม่ใช่เพียงการหาตลาดใหม่ แต่คือการลดความเสี่ยงจากการพึ่งพาประเทศคู่ค้ารายเดียวมากเกินไป
สิ่งที่รัฐบาลแคนาดาต้องการดึงดูดเงินทุน ได้แก่ พลังงาน แร่ธาตุสำคัญ ปัญญาประดิษฐ์ (เทคโนโลยีที่ช่วยให้คอมพิวเตอร์ทำงานคล้ายการคิดของมนุษย์) และอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ ผู้ได้รับเชิญมีทั้งกองทุนความมั่งคั่งแห่งชาติ (กองทุนที่รัฐบาลนำเงินของประเทศไปลงทุน) จากสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ นอร์เวย์ และซาอุดีอาระเบีย รวมถึงบริษัทลงทุนจากสหรัฐฯ ออสเตรเลีย และสิงคโปร์ ตลอดจนผู้แทนจากสถาบันการลงทุนของจีน
จากจุดขายเรื่องตลาดสหรัฐฯ สู่ทรัพยากรและเทคโนโลยี
ที่ผ่านมา แคนาดาใช้ความใกล้ชิดกับตลาดสหรัฐฯ เป็นจุดเด่นในการดึงดูดนักลงทุน บริษัทที่ตั้งฐานในแคนาดาสามารถเข้าถึงผู้ซื้อรายใหญ่ที่อยู่ติดกันได้สะดวก แต่เมื่อข้อพิพาททางการค้าทำให้ความสัมพันธ์ไม่แน่นอน เหตุผลเดิมก็อาจไม่เพียงพออีกต่อไป
รัฐบาลคาร์นีย์จึงพยายามเปลี่ยนจุดขาย โดยชูทรัพยากรธรรมชาติ ความเชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยี และความสามารถในการผลิตสินค้าและบริการที่ตลาดโลกต้องการ แคนาดายังเผชิญความท้าทายในการดึงดูดนักลงทุน เพราะขั้นตอนอนุมัติโครงการบางประเภทถูกมองว่าซับซ้อนและใช้เวลานาน การประชุมครั้งใหญ่จึงเป็นทั้งเวทีประชาสัมพันธ์และความพยายามแสดงให้เห็นว่าแคนาดาพร้อมแข่งขันเพื่อรับเงินทุน
การกระจายแหล่งลงทุนมีความสำคัญในทางปฏิบัติ หากบริษัทแห่งหนึ่งขายสินค้าให้ลูกค้าส่วนใหญ่ในประเทศเดียว แล้วประเทศนั้นขึ้นภาษีหรือจำกัดการนำเข้า บริษัทก็อาจสูญเสียรายได้อย่างรวดเร็ว การมีลูกค้าและคู่ค้าหลายภูมิภาคช่วยลดผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงนโยบายของรัฐบาลใดรัฐบาลหนึ่ง
อย่างไรก็ดี การหาตลาดใหม่ไม่ได้หมายความว่าจะทดแทนตลาดสหรัฐฯ ได้ในทันที เศรษฐกิจแคนาดาเชื่อมโยงกับสหรัฐฯ ทั้งด้านการค้า การผลิต และความมั่นคงมายาวนาน การปรับเปลี่ยนจึงต้องอาศัยเวลา เงินลงทุน และความร่วมมือที่ต่อเนื่อง
สหภาพยุโรปเสนอความสัมพันธ์รูปแบบใหม่
ความพยายามของแคนาดาไม่ได้จำกัดอยู่ที่การดึงดูดเงินลงทุนเท่านั้น เพราะยังมีการพูดถึงความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดกับสหภาพยุโรปมากขึ้น เมื่อวันที่ ๑๖ กันยายน อูร์ซูลา ฟอน เดอร์ ไลเอิน ประธานคณะกรรมาธิการยุโรป เสนอให้แคนาดามีสถานะ “สมาชิกสมทบ” ซึ่งเป็นรูปแบบความร่วมมือที่ใกล้ชิดกว่าความเป็นหุ้นส่วนทั่วไป แต่ไม่ได้หมายถึงการเข้าเป็นสมาชิกสหภาพยุโรปเต็มรูปแบบ
วันถัดมา คาร์นีย์กล่าวต่อรัฐสภายุโรปในเมืองสตราสบูร์ก ประเทศฝรั่งเศส และแสดงความยินดีต่อข้อเสนอดังกล่าว เขาเริ่มกล่าวถึงประวัติศาสตร์ที่เชื่อมโยงกัน โดยยกเรื่องทหารแคนาดาที่นำลูกโอ๊กจากยุโรปกลับไปปลูกในรัฐออนแทรีโอในช่วงสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง เพื่อสื่อถึงความสัมพันธ์ข้ามมหาสมุทรแอตแลนติกที่ดำเนินมายาวนาน
คาร์นีย์เสนอว่า ความร่วมมือในอนาคตไม่ควรตั้งอยู่บนการแลกเปลี่ยนผลประโยชน์แบบฝ่ายหนึ่งได้ อีกฝ่ายหนึ่งเสีย แต่ควรสร้างความสามารถร่วมกันและความยืดหยุ่นของกลุ่มพันธมิตร
คำว่า “ความยืดหยุ่น” ในบริบทนี้หมายถึงความสามารถของประเทศในการรับมือและฟื้นตัวเมื่อเกิดวิกฤต เช่น หากห่วงโซ่อุปทานสะดุด ประเทศที่มีแหล่งวัตถุดิบและเส้นทางขนส่งหลายทางย่อมมีโอกาสรักษาการผลิตได้ดีกว่าประเทศที่พึ่งพาเส้นทางเดียว คาร์นีย์ยังชี้ว่าพันธมิตรในอนาคตอาจเกิดจากการที่ประเทศต่าง ๆ มีความสามารถส่งเสริมกัน ไม่ใช่เพียงเพราะอยู่ใกล้กันทางภูมิศาสตร์
รายละเอียดของสถานะสมาชิกสมทบและขอบเขตความร่วมมือยังต้องหารือกันต่อ คาดว่าการประชุมสุดยอดร่วมในช่วงปลายเดือนจะเป็นโอกาสสำคัญในการกำหนดแนวทาง หากข้อตกลงเกิดขึ้นจริง ก็อาจเปิดทางให้แคนาดาร่วมมือกับยุโรปได้มากขึ้นในด้านการค้า อุตสาหกรรม และความมั่นคง
ความร่วมมือด้านความมั่นคงและเศรษฐกิจขยายตัว
แคนาดาเป็นประเทศเดียวที่อยู่นอกยุโรปซึ่งเข้าร่วมโครงการกองทุนด้านการป้องกันประเทศของสหภาพยุโรป หรือโครงการที่สนับสนุนการเสริมสร้างศักยภาพและการจัดซื้อด้านความมั่นคง ความร่วมมือนี้มีความหมายมากกว่าการซื้อขายอุปกรณ์ เพราะอาจช่วยให้ประเทศต่าง ๆ ประสานแผนการผลิต เทคโนโลยี และการเตรียมพร้อมได้ใกล้ชิดขึ้น
ระหว่างเยือนฝรั่งเศส คาร์นีย์ได้พบกับประธานาธิบดีเอ็มมานูเอล มาครง และยืนยันความเป็นหุ้นส่วนระหว่างสองประเทศ ทั้งสองฝ่ายยังพูดถึงโครงการร่วมหลายด้าน รวมถึงการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานในอวกาศ ซึ่งอาจครอบคลุมระบบที่จำเป็นต่อการสื่อสาร การติดตามข้อมูล และบริการที่ใช้ดาวเทียม
สหราชอาณาจักรก็มีแนวโน้มกระชับความสัมพันธ์กับแคนาดา หลังแยกตัวออกจากสหภาพยุโรปและเผชิญความไม่แน่นอนในความสัมพันธ์กับสหรัฐฯ ฟรองซัวส์-ฟิลิปป์ ช็องปาญ รัฐมนตรีคลังแคนาดา กล่าวในการให้สัมภาษณ์ว่า สหราชอาณาจักรควรร่วมมือกับแคนาดาในความพยายามสร้างความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจกับยุโรป ขณะที่คาร์นีย์ได้พบกับแอนดี เบิร์นแฮม ผู้นำอังกฤษที่เมืองลิเวอร์พูลระหว่างเดินทางในยุโรป
ความเคลื่อนไหวเหล่านี้ทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างแคนาดากับยุโรปถูกพูดถึงอย่างกว้างขวาง บางฝ่ายมองว่าความใกล้ชิดกำลังพัฒนาไปจากความสัมพันธ์ทางประวัติศาสตร์ สู่ความร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์ที่มีเป้าหมายรับมือกับความเสี่ยงทางการค้าและความมั่นคงร่วมกัน
ทรัมป์ขู่ตอบโต้ แต่แคนาดายืนยันไม่ต้องการตัดขาด
ทรัมป์วิจารณ์แนวคิดที่แคนาดาจะมีสถานะสมาชิกสมทบกับสหภาพยุโรป โดยเรียกข้อเสนอนี้ว่าไร้สาระ และขู่ว่าจะเก็บภาษีเพิ่มเติมจากสหภาพยุโรป หากเห็นว่ามีการกระทำที่เป็นปฏิปักษ์ต่อสหรัฐฯ คำขู่นี้เพิ่มความไม่แน่นอนให้กับความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ และอาจทำให้บริษัทต่าง ๆ ต้องประเมินต้นทุนการค้าใหม่
อย่างไรก็ตาม ความตึงเครียดระหว่างวอชิงตันกับออตตาวาเกิดขึ้นก่อนข้อเสนอดังกล่าว สหรัฐฯ และแคนาดามีความขัดแย้งเรื่องภาษี และหลังการเจรจาในเดือนสิงหาคมไม่ประสบผลสำเร็จ ทั้งสองฝ่ายเพิ่มรายการสินค้าที่ถูกตอบโต้ด้วยมาตรการทางการค้า ทรัมป์ยังเคยเรียกแคนาดาว่าเป็นคู่ค้าที่เลวร้าย และกล่าวถึงแนวคิดที่ทำให้ชาวแคนาดารู้สึกว่าประเทศของตนถูกลดทอนความสำคัญ
รัฐบาลแคนาดาระบุว่าไม่ได้เลือกให้เกิดความขัดแย้งทางการค้า และยังต้องการเจรจากับสหรัฐฯ แต่จะเดินหน้ากระจายการค้าไปยังประเทศอื่นด้วย
ท่าทีของแคนาดาจึงไม่ใช่การประกาศตัดความสัมพันธ์กับสหรัฐฯ เพราะทั้งสองประเทศพึ่งพากันอย่างลึกซึ้ง แต่เป็นความพยายามลดความเสี่ยงจากการพึ่งพาตลาดเดียว แคนาดายังระบุว่าตอบสนองต่อความขัดแย้งอย่างระมัดระวังและไม่ต้องการให้สถานการณ์บานปลาย
ในช่วงที่ผ่านมา เศรษฐกิจแคนาดายังรับมือกับแรงกดดันได้ และประชาชนจำนวนหนึ่งสนับสนุนแนวทางของคาร์นีย์ การไม่ยอมอ่อนข้อให้ทรัมป์ถูกมองว่าเกี่ยวข้องมากกว่าการต่อรองทางการค้า เพราะประชาชนบางส่วนมองว่าเรื่องนี้แตะต้องอธิปไตยและอัตลักษณ์ของประเทศด้วย ขณะเดียวกัน ผู้บริโภคบางกลุ่มก็หันไปเลือกสินค้าจากประเทศอื่นแทนสินค้าสหรัฐฯ
ประเทศอื่นก็เร่งสร้างความสัมพันธ์กับยุโรป
ความพยายามของแคนาดาเกิดขึ้นท่ามกลางแนวโน้มที่หลายประเทศต้องการลดการพึ่งพาสหรัฐฯ และเพิ่มทางเลือกทางเศรษฐกิจ การเปลี่ยนแปลงนี้ไม่ได้หมายความว่าทุกประเทศกำลังหันหลังให้วอชิงตัน แต่สะท้อนว่ารัฐบาลต่าง ๆ ต้องการมีคู่ค้าและพันธมิตรหลายราย เพื่อไม่ให้การตัดสินใจของประเทศใดประเทศหนึ่งส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจของตนมากเกินไป
- ออสเตรเลีย: สหภาพยุโรปเดินหน้าความร่วมมือด้านการค้า ความมั่นคง และการป้องกันประเทศกับออสเตรเลีย ทั้งสองฝ่ายบรรลุข้อตกลงการค้าเสรีในปีนี้ และจัดตั้งความร่วมมือด้านความมั่นคงด้วย
- เม็กซิโก: เมื่อเดือนพฤษภาคม เม็กซิโกลงนามในข้อตกลงการค้าชั่วคราวกับสหภาพยุโรป เพื่อแทนที่ข้อตกลงเดิมที่ใช้มาตั้งแต่ปี ๒๐๐๐ และเป็นอีกช่องทางในการลดการพึ่งพาตลาดสหรัฐฯ
- อินเดีย: การเจรจาการค้ากับยุโรปที่ดำเนินมาราวสองทศวรรษได้ข้อสรุปในเดือนมกราคม โดยแรงกดดันและความเปลี่ยนแปลงทางภูมิรัฐศาสตร์ (การเมืองระหว่างประเทศที่เกี่ยวข้องกับอำนาจและผลประโยชน์ของแต่ละประเทศ) เป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้ทั้งสองฝ่ายเร่งหาข้อตกลง
- ญี่ปุ่น: ญี่ปุ่นและสหภาพยุโรปเปิดตัวความร่วมมือด้านความสามารถในการแข่งขันเมื่อเดือนกรกฎาคมปีก่อน โดยมุ่งประสานความร่วมมือทางเศรษฐกิจและเสริมความแข็งแกร่งของภาคอุตสาหกรรม
ตัวอย่างเหล่านี้แสดงให้เห็นว่าแรงผลักดันทางการเมืองอาจทำให้การเจรจาที่หยุดชะงักกลับมาเดินหน้าได้ เมื่อประเทศต่าง ๆ เห็นว่าการมีข้อตกลงและพันธมิตรเพิ่มขึ้นช่วยลดความเปราะบางของตน ตัวอย่างง่าย ๆ คือ โรงงานที่มีผู้จัดหาชิ้นส่วนจากหลายประเทศย่อมมีโอกาสเดินสายการผลิตต่อได้ หากผู้จัดหารายใดรายหนึ่งหยุดส่งสินค้า
การ “ลดการพึ่งพาสหรัฐฯ” มีขีดจำกัดและต้นทุน
แม้การกระจายคู่ค้าจะช่วยเพิ่มทางเลือก แต่การย้ายความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจไม่ใช่เรื่องที่ทำได้ทันที สหรัฐฯ ยังคงเป็นตลาดสำคัญของแคนาดา และประเทศทั้งสองเชื่อมโยงกันผ่านโรงงาน แรงงาน การขนส่ง และระบบความมั่นคง การเปลี่ยนไปค้าขายกับภูมิภาคอื่นอาจต้องใช้เวลาสร้างเส้นทางขนส่งใหม่ ปรับกฎระเบียบ และหาผู้ซื้อที่เหมาะสม
นอกจากนี้ นักลงทุนอาจลังเลหากกฎการอนุมัติโครงการไม่ชัดเจนหรือใช้เวลานาน ขณะที่บริษัทที่ขยายไปยังตลาดใหม่ก็ต้องทำความเข้าใจกับมาตรฐานสินค้า ภาษี และกฎหมายที่ต่างกัน การมีพันธมิตรเพิ่มจึงช่วยลดความเสี่ยงได้ แต่ก็เพิ่มความซับซ้อนในการบริหารธุรกิจ
สิ่งที่หลายรัฐบาลกำลังพยายามทำจึงไม่ใช่การเลือกระหว่างสหรัฐฯ กับยุโรปเพียงฝ่ายเดียว แต่เป็นการรักษาความสัมพันธ์เดิมไปพร้อมกับสร้างทางเลือกใหม่ หากการเจรจาล้มเหลวหรือมีการขึ้นภาษีเพิ่มเติม ประเทศที่เตรียมตลาดและพันธมิตรอื่นไว้ก่อนอาจมีพื้นที่ในการต่อรองมากกว่า
บทสรุป: แรงสั่นสะเทือนจากภาษีอาจเปลี่ยนสมดุลโลก
นโยบายภาษีของทรัมป์กำลังส่งแรงกระเพื่อมออกไปไกลกว่าความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐฯ กับแคนาดา การตอบโต้และความไม่แน่นอนทำให้ประเทศต่าง ๆ ทบทวนว่าควรพึ่งพาตลาดใดมากเพียงใด และเริ่มสร้างความร่วมมือที่เปิดทางให้เลือกได้มากขึ้น
แคนาดายังไม่อาจรู้ได้ว่าการจับมือกับยุโรปจะช่วยทดแทนความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจกับสหรัฐฯ ได้มากแค่ไหน แต่กรณีนี้ชี้ให้เห็นบทเรียนสำคัญสำหรับประเทศที่เผชิญแรงกดดันจากมหาอำนาจ นั่นคือ การยืนยันจุดยืนของตนควบคู่ไปกับการสร้างทางเลือกที่เป็นรูปธรรม ทั้งด้านการค้า การลงทุน และความมั่นคง
เมื่อความสัมพันธ์กับคู่ค้ารายใหญ่ผันผวน การมีทางเลือกมากขึ้นอาจไม่ใช่การตัดขาดจากพันธมิตรเดิม แต่เป็นหลักประกันว่าประเทศจะยังเดินหน้าต่อได้เมื่อเผชิญแรงกระแทก



















