โรเบิร์ต เอ็บรัมส์ อดีตพลเอกกองทัพบกสหรัฐฯ เตือนเมื่อวันจันทร์ในการสัมมนาออนไลน์ของศูนย์ศึกษายุทธศาสตร์และกิจการระหว่างประเทศ (전략국제문제연구소, CSIS) ในกรุงวอชิงตันว่า การเร่งถ่ายโอนอำนาจควบคุมการปฏิบัติการร่วมในยามสงคราม (전시작전통제권, OPCON — อำนาจควบคุมการปฏิบัติการของกองกำลังผสมในยามสงคราม) ให้เกาหลีใต้ตามกำหนดเวลาที่กำหนดขึ้นโดยพลการ อาจเพิ่มความเสี่ยงด้านความมั่นคงและทำให้ความสามารถในการยับยั้งเกาหลีเหนือของพันธมิตรเกาหลีใต้–สหรัฐฯ อ่อนแอลง เอ็บรัมส์ดำรงตำแหน่งผู้บัญชาการกองกำลังสหรัฐฯ ประจำเกาหลีใต้ (주한미군) ตั้งแต่ปี 2018 ถึง 2021 และการสัมมนาออนไลน์ครั้งนี้หารือถึงความพยายามที่เกาหลีใต้และสหรัฐฯ ผลักดันมาอย่างยาวนานเพื่อถ่ายโอนอำนาจควบคุมการปฏิบัติการยามสงคราม
ภูมิหลังและบริบท
การถ่ายโอนอำนาจควบคุมการปฏิบัติการยามสงครามเป็นทั้งกระบวนการส่งมอบอำนาจจากฝ่ายหนึ่งไปยังอีกฝ่ายหนึ่ง และเป็นประเด็นที่ต้องพิจารณาว่าหลังการถ่ายโอนแล้ว เกาหลีใต้และสหรัฐฯ พร้อมปฏิบัติภารกิจด้านการป้องกันร่วมและการยับยั้งหรือไม่ เอ็บรัมส์กล่าวว่า จากมุมมองและประสบการณ์ของเขา ยังไม่มีการอธิบายอย่างเพียงพอถึงความเสี่ยงจากการเร่งถ่ายโอนหรือการยึดกำหนดเวลาเป็นหลัก โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เขายกประเด็นที่กองทัพเกาหลีใต้ยังมีช่องโหว่ด้านการปฏิบัติการเป็นเหตุผลของความเสี่ยง
รายงานระบุว่าเกาหลีใต้และสหรัฐฯ ตกลงเงื่อนไขการถ่ายโอนอำนาจควบคุมการปฏิบัติการยามสงครามไว้สามประการ ได้แก่ ขีดความสามารถทางทหารในการเป็นผู้นำการป้องกันร่วม ความสามารถโดยรวมของพันธมิตรในการรับมือภัยคุกคามจากนิวเคลียร์และขีปนาวุธของเกาหลีเหนือ และสภาพแวดล้อมบนคาบสมุทรเกาหลีและในภูมิภาคที่เอื้อต่อการถ่ายโอนอย่างมีเสถียรภาพ ดังนั้น ประเด็นจึงไม่ได้จำกัดอยู่แค่ว่าจะกำหนดปีใดปีหนึ่งหรือไม่ แต่ยังครอบคลุมถึงวิธีพิจารณาว่าเงื่อนไขเหล่านี้ได้รับการปฏิบัติครบถ้วนจริงหรือไม่ด้วย
ข่าวนี้หมายความว่าอย่างไร
หากมุ่งเน้นการเร่งกำหนดเวลาถ่ายโอน ก็อาจเกิดความตึงเครียดระหว่างกำหนดเวลากับกระบวนการตรวจสอบว่ามีขีดความสามารถที่จำเป็นครบถ้วนแล้วหรือไม่ คำเตือนของเอ็บรัมส์สะท้อนความกังวลว่า หากมีการถ่ายโอนทั้งที่เงื่อนไขยังไม่ครบถ้วน อาจเกิดช่องโหว่ทางทหาร และช่องโหว่นั้นอาจบั่นทอนการป้องกันและการยับยั้ง นี่คือความเสี่ยงที่เขาชี้ให้เห็น ไม่ใช่ข้อเท็จจริงที่ได้รับการยืนยันว่าการถ่ายโอนจะทำให้ความสามารถในการยับยั้งอ่อนแอลงโดยทันที
ผู้ที่ได้รับผลกระทบไม่ได้มีเพียงกองทัพเกาหลีใต้และผู้บัญชาการกองกำลังสหรัฐฯ แต่ยังรวมถึงผู้กำหนดนโยบายความมั่นคงของเกาหลีใต้และสหรัฐฯ ซึ่งพึ่งพาการป้องกันร่วมและการยับยั้งเกาหลีเหนือ ประเด็นนี้ได้รับความสนใจเพราะการผลักดันการถ่ายโอนตามเป้าหมายทางการเมืองหรือกำหนดเวลา หรือการตัดสินโดยยึดความพร้อมทางทหารเป็นหลัก อาจส่งผลต่อการแบ่งบทบาทของพันธมิตรและความพร้อมในการปฏิบัติการ ตัวอย่างเช่น หากกำหนดช่วงเวลาหนึ่งไว้ก่อน แต่ยังไม่มีขีดความสามารถที่จำเป็นครบถ้วนภายในเวลานั้น ช่องว่างด้านการปฏิบัติการที่เอ็บรัมส์กังวลก็อาจกลายเป็นประเด็นสำคัญ
เอ็บรัมส์ยังแสดงความกังวลด้วยว่า การถ่ายโอนอำนาจควบคุมการปฏิบัติการยามสงครามและความเป็นไปได้ที่จะมีการเปลี่ยนแปลงการประจำกำลังของกองกำลังสหรัฐฯ ประจำเกาหลีใต้อาจนำไปสู่การประเมินสถานการณ์ผิดพลาดของเกาหลีเหนือ อย่างไรก็ตาม จากเนื้อหาในรายงานเพียงอย่างเดียว ไม่อาจทราบได้ว่ามีการยืนยันการเปลี่ยนแปลงการประจำกำลังจริงแล้วหรือไม่ หรือเกาหลีเหนือจะตีความเรื่องนี้อย่างไร คำเตือนของเขาชี้ให้เห็นว่า การหารือเรื่องการถ่ายโอนต้องคำนึงถึงไม่เพียงขีดความสามารถของกองทัพเกาหลีใต้ แต่รวมถึงท่าทีร่วมของพันธมิตรและการรับรู้ของอีกฝ่ายด้วย
ข้อเท็จจริงที่ยืนยันได้และสิ่งที่ยังไม่ทราบ
ข้อเท็จจริงที่ยืนยันได้
- เอ็บรัมส์เตือนว่าการเร่งถ่ายโอนอำนาจควบคุมการปฏิบัติการยามสงครามให้เป็นไปตามกำหนดเวลาที่กำหนดขึ้นโดยพลการอาจเพิ่มความเสี่ยง
- เขากล่าวว่ากองทัพเกาหลีใต้ยังมีช่องโหว่ด้านการปฏิบัติการ
- รายงานระบุว่าเงื่อนไขการถ่ายโอนที่เกาหลีใต้และสหรัฐฯ ตกลงกัน ได้แก่ ขีดความสามารถทางทหาร ความสามารถในการรับมือภัยคุกคามจากนิวเคลียร์และขีปนาวุธของเกาหลีเหนือ และสภาพแวดล้อมด้านความมั่นคงที่เอื้อต่อการถ่ายโอนอย่างมีเสถียรภาพ
- เอ็บรัมส์ดำรงตำแหน่งผู้บัญชาการกองกำลังสหรัฐฯ ประจำเกาหลีใต้ตั้งแต่ปี 2018 ถึง 2021 และกล่าวในการสัมมนาออนไลน์ของศูนย์ศึกษายุทธศาสตร์และกิจการระหว่างประเทศ
สิ่งที่ยังไม่ทราบ
- เกาหลีใต้และสหรัฐฯ ใช้เกณฑ์ประเมินที่เป็นรูปธรรมอย่างไรในการพิจารณาเงื่อนไขการถ่ายโอนแต่ละข้อ?
- ช่องโหว่ด้านการปฏิบัติการของกองทัพเกาหลีใต้ที่เอ็บรัมส์กล่าวถึง หมายถึงขีดความสามารถหรือภารกิจใดโดยเฉพาะ?
- ระดับการปฏิบัติตามเงื่อนไขแต่ละข้อในปัจจุบันเป็นอย่างไร และจะกำหนดเวลาถ่ายโอนอย่างไร?
สิ่งที่ผู้อ่านควรติดตาม
- เมื่อติดตามประกาศเกี่ยวกับการถ่ายโอนอำนาจควบคุมการปฏิบัติการยามสงคราม ควรดูไม่เพียงว่ามีการระบุกำหนดเวลาหรือไม่ แต่ควรตรวจสอบด้วยว่ามีการอธิบายการปฏิบัติตามเงื่อนไขทั้งสามข้อและเหตุผลประกอบการประเมินแต่ละข้อหรือไม่
- ควรติดตามว่ามีการเปิดเผยช่องโหว่ด้านการปฏิบัติการของกองทัพเกาหลีใต้อย่างเป็นรูปธรรมหรือไม่ และมีการอธิบายภารกิจแก้ไขข้อบกพร่องกับระดับความพร้อมไว้อย่างไร
- หากมีการกล่าวถึงการเปลี่ยนแปลงการประจำกำลังของกองกำลังสหรัฐฯ ประจำเกาหลีใต้หรือท่าทีด้านการป้องกันร่วมของเกาหลีใต้และสหรัฐฯ ควรแยกให้ออกว่าเป็นมาตรการที่ได้รับการยืนยันแล้ว หรือเป็นเพียงคำเตือนหรือการประเมินถึงความเป็นไปได้
แหล่งอ้างอิง
- รายงานอื่นที่ใช้อ้างอิง: chosun.com




















