1. เรื่องของคนธรรมดา
บ่ายวันหนึ่งในฤดูร้อน ธนกฤต ชายวัยสามสิบปลาย ๆ ปูผ้าผืนเล็กบนสนามหญ้าในสวนสาธารณะหน้าอพาร์ตเมนต์ เขาถอดเสื้อเพื่อรับแดดอยู่ไม่นาน โดยคิดว่าเป็นเพียงการพักผ่อนธรรมดาในพื้นที่เปิดโล่ง ไม่ได้ตั้งใจยั่วยุหรือทำให้ใครอับอาย
แต่มีผู้พบเห็นและร้องเรียน ไม่นานธนกฤตได้รับใบสั่งจากตำรวจในข้อหาฝ่าฝืนกฎหมายว่าด้วยความผิดเล็กน้อย โดยถูกกล่าวหาว่าเปิดเผยร่างกายเกินควรในที่ที่คนทั่วไปมองเห็น และทำให้ผู้อื่นรู้สึกอับอายหรือไม่สบายใจ เขาเห็นว่าการถอดเสื้อรับแดดไม่ใช่ความผิด จึงไม่จ่ายค่าปรับตามใบสั่ง
เรื่องกลับเข้าสู่กระบวนการศาล ตำรวจยื่นคำร้องขอให้ศาลพิจารณาคดีโดยรวบรัด และศาลพิพากษาปรับธนกฤต 50,000 วอน เขาจึงขอให้พิจารณาคดีตามกระบวนการปกติและยืนยันว่าตนควรได้รับการยกฟ้อง คำถามไม่ได้มีเพียงว่าเขาแต่งกายเหมาะสมหรือไม่ แต่ยังรวมถึงกฎหมายที่ใช้ลงโทษเขาชัดเจนพอหรือเปล่า
2. ประเด็นทางกฎหมาย
ประเด็นหลักมีสองชั้น ได้แก่ บทบัญญัติที่ห้ามเปิดเผยร่างกายเกินควรในที่สาธารณะขัดรัฐธรรมนูญเพราะใช้ถ้อยคำไม่ชัดเจนหรือไม่ และหากบทบัญญัตินั้นถูกวินิจฉัยว่าขัดรัฐธรรมนูญแล้ว ผู้ที่กำลังต่อสู้คดีจะได้รับผลอย่างไร
3. กฎหมายเกาหลีใต้กำหนดไว้อย่างไร
กฎหมายว่าด้วยความผิดเล็กน้อยของเกาหลีใต้เคยกำหนดโทษแก่ผู้ที่เปิดเผยร่างกายอย่างโจ่งแจ้งในที่ซึ่งคนจำนวนมากมองเห็น โดยเปิดเผยร่างกายมากเกินควรหรือเปิดเผยส่วนที่ควรปกปิด จนทำให้ผู้อื่นรู้สึกอับอายหรือไม่สบายใจ โทษที่กำหนดไว้คือปรับไม่เกิน 100,000 วอน กักขัง หรือปรับเป็นเงินจำนวนเล็กน้อยตามประเภทโทษที่กฎหมายกำหนด
ข้อห้ามนี้ผูกความผิดเข้ากับถ้อยคำอย่าง “เปิดเผยมากเกินควร” “ส่วนที่ควรปกปิด” และ “ความรู้สึกอับอายหรือไม่สบายใจ” ซึ่งต้องใช้ตัดสินว่าบุคคลหนึ่งกระทำความผิดหรือไม่
หลักสำคัญที่เกี่ยวข้องคือ หลักความชัดเจนของกฎหมายอาญา ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของหลักที่ว่า บุคคลจะถูกลงโทษได้ต่อเมื่อมีกฎหมายกำหนดความผิดไว้อย่างเพียงพอชัดเจน ประชาชนควรพอคาดหมายได้ว่าการกระทำแบบใดอาจทำให้ตนต้องรับโทษ และเจ้าหน้าที่ไม่ควรมีอำนาจตัดสินตามความรู้สึกส่วนตัวอย่างไร้ขอบเขต
หลักนี้ไม่ได้เรียกร้องให้กฎหมายแจกแจงทุกสถานการณ์ที่อาจเกิดขึ้น แต่คำสำคัญที่ใช้กำหนดความผิดต้องมีความหมายที่พอเข้าใจและใช้ได้อย่างสม่ำเสมอ หากความหมายเปลี่ยนไปตามความรู้สึกของแต่ละคน กฎหมายอาจไม่สามารถบอกประชาชนได้อย่างน่าเชื่อถือว่าอะไรคือสิ่งต้องห้าม
ในคำวินิจฉัยเมื่อวันที่ 24 พฤศจิกายน 2016 ศาลรัฐธรรมนูญเกาหลีใต้เห็นว่าบทบัญญัติข้างต้นขัดหลักความชัดเจน ด้วยเหตุผลสำคัญดังนี้
- ไม่ง่ายที่จะรู้ว่าการเปิดเผยร่างกายมากเพียงใดจึงถือว่า “มากเกินควร”
- ความหมายของ “ส่วนที่ควรปกปิด” ไม่ชัดเจนว่าเจาะจงถึงส่วนใด
- ความรู้สึกอับอายหรือไม่สบายใจแตกต่างกันไปในแต่ละคน และส่วนของร่างกายที่ทำให้รู้สึกเช่นนั้นก็อาจต่างกันด้วย
- การใช้ความรู้สึกเหล่านั้นมาอธิบายคำว่า “มากเกินควร” หรือ “ส่วนที่ควรปกปิด” จึงไม่ได้ทำให้ขอบเขตความผิดชัดขึ้น
- ฝ่ายนิติบัญญัติสามารถระบุหรือยกตัวอย่างส่วนของร่างกายที่ห้ามเปิดเผยให้ชัดเจนขึ้นได้ โดยไม่ได้เป็นเรื่องที่ทำไม่ได้หรือยากลำบากอย่างยิ่ง
ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่าบทบัญญัตินี้ขัดหลักความชัดเจนของกฎหมายอาญาในคดีหมายเลข 2016헌가3 เมื่อวันที่ 24 พฤศจิกายน 2016
เมื่อมีคำวินิจฉัยว่าบทบัญญัติขัดรัฐธรรมนูญ กฎหมายว่าด้วยศาลรัฐธรรมนูญของเกาหลีใต้กำหนดให้บทบัญญัตินั้นสิ้นผลย้อนหลัง ผลของคดีจึงไม่ได้หยุดอยู่ที่การยกเลิกกฎหมายสำหรับอนาคตเท่านั้น แต่ยังมีผลต่อคดีที่กำลังใช้บทบัญญัตินั้นเป็นฐานดำเนินคดีด้วย
4. แนวทางที่ศาลเกาหลีใต้ใช้พิจารณา
ศาลเกาหลีใต้พิจารณาคดีอาญาโดยยึดหลักว่า การกำหนดความผิดและโทษเป็นเรื่องที่กฎหมายต้องบอกให้ชัด ไม่ใช่ให้ประชาชนต้องเดาเอาว่าพฤติกรรมใดจะทำให้ผู้อื่นรู้สึกขุ่นเคืองหรืออับอาย
เมื่อศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่าบทบัญญัติหนึ่งขัดรัฐธรรมนูญและสิ้นผลย้อนหลัง ศาลที่พิจารณาคดีอาญาซึ่งอาศัยบทบัญญัตินั้นย่อมต้องคำนึงถึงผลดังกล่าว หากไม่มีบทบัญญัตินั้นเป็นฐานลงโทษ การกระทำที่ถูกกล่าวหาก็ไม่อาจถือเป็นความผิดตามบทบัญญัตินั้นได้ และศาลจึงมีเหตุให้พิพากษายกฟ้องในคดีที่อยู่ระหว่างพิจารณา
คำวินิจฉัยเรื่องความไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญไม่ได้ทำให้ทุกข้อเท็จจริงในคดีหายไป แต่ทำให้บทบัญญัติที่ใช้เป็นฐานลงโทษสิ้นผลย้อนหลัง ดังนั้น ผลทางคดีต้องพิจารณาจากข้อหาที่ฟ้องและกฎหมายที่ยังใช้บังคับได้
5. เมื่อนำกฎหมายมาใช้กับคดีของธนกฤต
ขั้นแรก ธนกฤตถูกกล่าวหาตามบทบัญญัติเรื่องการเปิดเผยร่างกายเกินควรในที่สาธารณะ การที่เขาถอดเสื้อในสวนหน้าอพาร์ตเมนต์เป็นข้อเท็จจริงที่ตำรวจนำมาใช้ประกอบข้อกล่าวหา แต่การถอดเสื้อเพียงอย่างเดียวไม่ได้ทำให้คำถามเรื่องความชัดเจนของบทบัญญัติหมดไป
ขั้นที่สอง เขาได้รับโทษปรับ 50,000 วอนจากการพิจารณาคดีโดยรวบรัด และยื่นขอพิจารณาคดีตามกระบวนการปกติ จึงยังมีประเด็นให้ศาลพิจารณาว่าบทบัญญัติที่ใช้ลงโทษเขามีผลใช้บังคับอยู่หรือไม่
ขั้นที่สาม ศาลรัฐธรรมนูญได้วินิจฉัยแล้วว่าบทบัญญัตินี้ใช้ถ้อยคำคลุมเครือเกินกว่าจะกำหนดขอบเขตความผิดได้อย่างแน่นอน และขัดหลักความชัดเจนของกฎหมายอาญา ที่สำคัญ ศาลเห็นว่าการบัญญัติรายการหรือกำหนดส่วนของร่างกายให้ชัดเจนขึ้นสามารถทำได้ จึงไม่อาจอธิบายความคลุมเครือว่าเป็นสิ่งหลีกเลี่ยงไม่ได้
ขั้นที่สี่ เมื่อคำวินิจฉัยทำให้บทบัญญัติสิ้นผลย้อนหลัง ธนกฤตจึงมีเหตุผลทางกฎหมายสำคัญในการโต้แย้งว่าเขาไม่อาจถูกลงโทษตามบทบัญญัตินั้นได้อีก คดีของเขาไม่ใช่เพียงการถกเถียงว่าใครรู้สึกอย่างไรเมื่อเห็นเขาถอดเสื้อ แต่เป็นการพิจารณาผลของการที่ฐานความผิดที่ใช้กล่าวหาไม่อาจคงอยู่ได้
ดังนั้น หากข้อหาของธนกฤตอาศัยบทบัญญัตินี้ และไม่มีฐานความผิดอื่นที่ใช้ลงโทษเขาได้ ศาลในกระบวนการพิจารณาปกติมีเหตุที่จะพิพากษายกฟ้อง เพราะการกระทำที่ถูกกล่าวหาไม่เป็นความผิดตามบทบัญญัติที่ถูกวินิจฉัยให้สิ้นผลย้อนหลัง
6. บทสรุป: ผลของคดีและสิ่งที่ควรทำ
ในเรื่องของธนกฤต การต่อสู้คดีตามกระบวนการปกติไม่ได้จำกัดอยู่ที่การยืนยันว่าเขาไม่ได้ทำให้ใครรู้สึกอับอาย เขายังสามารถยกประเด็นสำคัญกว่านั้น คือบทบัญญัติที่ใช้ลงโทษถูกศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่าขัดรัฐธรรมนูญและสิ้นผลย้อนหลัง เมื่อข้อกล่าวหาตั้งอยู่บนบทบัญญัตินั้น และไม่มีข้อหาอื่นมารองรับ ผลที่สอดคล้องกับหลักกฎหมายคือ การยกฟ้อง
สำหรับผู้ที่อยู่ในสถานการณ์คล้ายกัน ควรดำเนินการอย่างเป็นรูปธรรมดังนี้
- ตรวจสอบเอกสารให้ชัดว่าถูกกล่าวหาหรือพิพากษาตามบทบัญญัติใด และคดีอยู่ในขั้นตอนใด
- ยื่นคำร้องหรือคำแถลงต่อศาลที่พิจารณาคดี โดยอ้างคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญและผลย้อนหลังของคำวินิจฉัย พร้อมขอให้ศาลพิจารณาผลต่อข้อหาของตน
- เก็บใบสั่ง คำพิพากษา และเอกสารเกี่ยวกับการยื่นขอพิจารณาคดีไว้ให้ครบ และขอคำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายเกาหลีใต้เกี่ยวกับขั้นตอนหรือการเยียวยาที่เหมาะกับสถานะคดีของตน



















