1 — เรื่องของคนคนหนึ่ง

นิดาเคยเป็นคู่ความในคดีที่ทำให้เธอต้องใช้เวลาหลายเดือนอยู่ในศาล เธอจำได้ว่าพยานคนหนึ่งชื่อมินโฮให้ถ้อยคำที่เธอเชื่อว่าไม่ตรงกับความจริง หลังคดีเดิมดำเนินไป นิดาจึงร้องทุกข์กล่าวหาว่ามินโฮเบิกความเท็จ และต่อมามีการฟ้องมินโฮในคดีอาญาแยกต่างหาก

เมื่อการพิจารณาคดีของมินโฮเริ่มขึ้น นิดากังวลว่ากฎหมายหรือแนวทางที่ใช้ในคดีอาจละเมิดสิทธิของผู้เสียหาย เธอจึงคิดจะขอให้ศาลส่งประเด็นไปตรวจสอบว่ากฎหมายนั้นขัดรัฐธรรมนูญหรือไม่ สำหรับเธอ คดีนี้เกี่ยวพันกับความน่าเชื่อถือของถ้อยคำที่เคยส่งผลต่อชีวิตของตนอย่างใกล้ชิด แต่คำถามสำคัญคือ ความเกี่ยวข้องเช่นนั้นทำให้เธอเป็นผู้มีสิทธิยื่นคำร้องในคดีของมินโฮหรือไม่

2 — คำถามทางกฎหมาย

ผู้ร้องทุกข์ซึ่งเป็นผู้เสียหายในคดีเดิม แต่ไม่ได้เป็นจำเลยหรือคู่ความในคดีอาญาที่ฟ้องผู้ถูกกล่าวหาว่าเบิกความเท็จ สามารถขอให้ศาลส่งเรื่องตรวจสอบความชอบด้วยรัฐธรรมนูญของกฎหมายได้หรือไม่ และหากศาลไม่รับคำขอ เธอจะยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญตามช่องทางที่เกี่ยวข้องได้หรือไม่

3 — กฎหมายเกาหลีว่าอย่างไร

กฎหมายวิธีพิจารณาคดีรัฐธรรมนูญของเกาหลีใต้กำหนดช่องทางให้ศาลส่งคำถามเรื่องความชอบด้วยรัฐธรรมนูญไปยังศาลรัฐธรรมนูญ เมื่อคำตอบต่อคำถามนั้นเป็นเงื่อนไขสำคัญของการตัดสินคดีที่กำลังพิจารณา

“เมื่อความชอบด้วยรัฐธรรมนูญของกฎหมายเป็นเงื่อนไขเบื้องต้นในการวินิจฉัยคดี ศาลที่พิจารณาคดีนั้นอาจมีคำสั่งส่งเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยได้เอง หรือเมื่อคู่ความยื่นคำขอ” — กฎหมายวิธีพิจารณาคดีรัฐธรรมนูญ มาตรา 41 วรรคหนึ่ง

ส่วนมาตรา 68 วรรคสองเปิดช่องให้ผู้ที่ยื่นคำขอตามมาตรา 41 วรรคหนึ่งยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญได้ หากคำขอนั้นถูกศาลปฏิเสธ แต่ช่องทางนี้ไม่ได้สร้างสิทธิใหม่ให้บุคคลที่ไม่มีสิทธิยื่นคำขอในคดีตั้งแต่ต้น

“หากคำขอให้ส่งเรื่องวินิจฉัยความชอบด้วยรัฐธรรมนูญตามมาตรา 41 วรรคหนึ่งถูกปฏิเสธ ผู้ยื่นคำขออาจยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญได้” — กฎหมายวิธีพิจารณาคดีรัฐธรรมนูญ มาตรา 68 วรรคสอง

หลักสำคัญจึงอยู่ที่ว่าใครเป็นคู่ความในคดีนั้น ไม่ใช่เพียงว่าใครได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ที่เกี่ยวข้องกับคดี

  • ในคดีอาญาที่ฟ้องมินโฮ ผู้ถูกกล่าวหาเป็นจำเลย ส่วนอัยการเป็นผู้ดำเนินคดีตามบทบาทของฝ่ายฟ้อง
  • ผู้ร้องทุกข์หรือผู้เสียหายอาจมีสิทธิบางประการในกระบวนพิจารณา แต่สถานะดังกล่าวไม่ได้ทำให้กลายเป็นคู่ความในคดีอาญาโดยอัตโนมัติ
  • การมีสิทธิให้ถ้อยคำหรือแสดงความเห็นต่อศาลในฐานะผู้เสียหาย ไม่เท่ากับการมีสิทธิยื่นคำขอให้ส่งเรื่องตรวจสอบกฎหมายตามมาตรา 41
  • มาตรา 68 วรรคสองใช้ได้ต่อเมื่อผู้ยื่นเป็นผู้มีสิทธิยื่นคำขอตามมาตรา 41 และคำขอนั้นถูกปฏิเสธ

4 — แนวทางที่ศาลเกาหลีใช้

ศาลเกาหลีพิจารณาคำขอประเภทนี้จากสถานะของผู้ยื่นในคดีที่กำลังพิจารณาเป็นหลัก ผู้ร้องทุกข์อาจเป็นผู้มีส่วนสำคัญต่อการเริ่มต้นคดี หรือเป็นผู้ที่ได้รับผลกระทบจากความผิดที่กล่าวหา แต่ความสำคัญดังกล่าวไม่ทำให้เขาหรือเธอเป็นคู่ความในคดีอาญาที่ฟ้องผู้ถูกกล่าวหา

หลักนี้แยกสิทธิที่มีลักษณะต่างกันออกจากกันอย่างชัดเจน กล่าวคือ สิทธิของผู้เสียหายที่จะมีส่วนร่วมบางด้านในกระบวนการ ไม่ได้หมายความว่าจะใช้สิทธิทุกอย่างที่สงวนไว้ให้คู่ความได้ และไม่อาจใช้การยื่นคำร้องตามมาตรา 68 วรรคสองเพื่อเลี่ยงข้อจำกัดเรื่องสถานะผู้มีสิทธิยื่นคำขอตามมาตรา 41 ได้

ศาลดูว่าผู้ยื่นเป็นคู่ความในคดีที่กฎหมายซึ่งถูกโต้แย้งจะถูกนำมาใช้หรือไม่ การเป็นผู้ร้องทุกข์หรือผู้เสียหายเพียงอย่างเดียวไม่เพียงพอ

5 — เมื่อนำกฎหมายมาใช้กับคดีของนิดา

เมื่อนำหลักข้างต้นมาพิจารณาทีละขั้น คำตอบของนิดาจะเป็นดังนี้

  1. คดีที่เกี่ยวข้องคือคดีของมินโฮ คดีนี้เป็นการพิจารณาความผิดฐานเบิกความเท็จของมินโฮ ไม่ใช่คดีเดิมที่นิดาเป็นคู่ความ
  2. นิดาเป็นผู้ร้องทุกข์ ไม่ใช่คู่ความในคดีใหม่ การที่เธอแจ้งข้อกล่าวหาและเหตุการณ์เกี่ยวพันกับคดีเดิมของเธอ ไม่ทำให้สถานะของเธอเปลี่ยนเป็นจำเลยหรือคู่ความในคดีที่ฟ้องมินโฮ
  3. ความเสียหายที่เธออ้างไม่เปลี่ยนคุณสมบัติของผู้ยื่นคำขอ แม้นิดาจะเชื่อว่าการเบิกความเท็จส่งผลร้ายแรงต่อสิทธิของเธอ หรือเห็นว่ากฎหมายที่ใช้ในคดีละเมิดสิทธิผู้เสียหาย ประเด็นเหล่านั้นไม่ทำให้เธอมีสถานะเป็นผู้มีสิทธิยื่นคำขอตามมาตรา 41 ในคดีของมินโฮ
  4. ช่องทางตามมาตรา 68 วรรคสองจึงไม่เปิดให้นิดาใช้ หากเธอไม่มีสิทธิยื่นคำขอตามมาตรา 41 ตั้งแต่ต้น การที่ศาลไม่รับคำขอของเธอก็ไม่ทำให้เธอกลายเป็น “ผู้ยื่นคำขอ” ที่มีสิทธิต่อเนื่องไปยังมาตรา 68 วรรคสอง

นิดายังอาจมีสิทธิอื่นในฐานะผู้เสียหายตามเงื่อนไขของกฎหมาย เช่น การแสดงความเห็นต่อศาลในกรณีที่กฎหมายอนุญาต หรือการส่งข้อมูลและหลักฐานผ่านช่องทางที่เหมาะสม แต่สิทธิเหล่านี้เป็นคนละเรื่องกับสิทธิขอให้ศาลส่งเรื่องตรวจสอบความชอบด้วยรัฐธรรมนูญ

6 — บทสรุป: ผลของคดีและสิ่งที่ควรทำ

นิดาไม่สามารถยื่นคำขอตามมาตรา 41 วรรคหนึ่งในคดีเบิกความเท็จของมินโฮได้ เพราะเธอเป็นผู้ร้องทุกข์ ไม่ใช่คู่ความในคดีนั้น และเธอไม่อาจยื่นคำร้องตามมาตรา 68 วรรคสองโดยอาศัยการที่คำขอของตนถูกปฏิเสธ เมื่อทราบข้อจำกัดนี้ เธอจึงควรใช้ช่องทางที่สอดคล้องกับสถานะผู้เสียหาย เช่น สอบถามศาลหรืออัยการว่ามีวิธีแสดงความเห็นหรือส่งเอกสารประกอบคดีอย่างไร

สำหรับผู้ที่อยู่ในสถานการณ์คล้ายกัน มีข้อควรทำสามประการ:

  • ตรวจสอบสถานะของตนในคดีให้ชัดเจน การเป็นผู้ร้องทุกข์ ผู้เสียหาย หรือพยาน อาจไม่เท่ากับการเป็นคู่ความ
  • สอบถามช่องทางมีส่วนร่วมที่กฎหมายรับรอง เช่น วิธีขอแสดงความเห็นหรือส่งเอกสาร โดยตรวจสอบขั้นตอนและกำหนดเวลาจากศาลหรือผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมาย
  • แยกคำร้องตามรัฐธรรมนูญออกจากสิทธิของผู้เสียหาย ก่อนยื่นคำขอ ควรตรวจให้แน่ใจว่าตนมีสิทธิยื่นในคดีนั้น และปรึกษาทนายความหากยังไม่แน่ใจ