๑. เรื่องของคนธรรมดา

ในฤดูใบไม้ร่วงปี ๒๐๑๒ นลิน หญิงชาวต่างชาติซึ่งทำหน้าที่ประสานงานให้ร้านบันเทิงแห่งหนึ่งในเกาหลีใต้ ถูกกล่าวหาว่าส่งหญิงต่างชาติไปทำงานในร้าน โดยมีจุดหมายให้พวกเธอค้าประเวณี เจ้าหน้าที่มองว่าการกระทำของนลินเข้าข่ายการจัดส่งแรงงานไปทำงานที่เป็นอันตรายต่อสุขอนามัยหรือศีลธรรมสาธารณะ เธอจึงถูกดำเนินคดีอาญา

แต่นลินติดใจคำหนึ่งในข้อกล่าวหา: “ศีลธรรมสาธารณะ” เธอไม่ได้ปฏิเสธว่าการกระทำของตนอาจเกี่ยวข้องกับความผิดอื่น หากมีหลักฐานรองรับ แต่เธอถามว่า ถ้อยคำที่เปลี่ยนความหมายไปตามยุคสมัยและมุมมองของสังคม จะบอกประชาชนได้อย่างไรล่วงหน้าว่าพฤติกรรมใดจะทำให้ต้องรับโทษทางอาญา

๒. คำถามทางกฎหมาย

คำถามคือ บทบัญญัติที่ลงโทษผู้จัดส่งแรงงานไปทำงานซึ่ง “เป็นอันตรายต่อศีลธรรมสาธารณะ” มีความชัดเจนเพียงพอตามรัฐธรรมนูญเกาหลีใต้หรือไม่ เมื่อกฎหมายไม่ได้ให้นิยามคำดังกล่าวหรือกำหนดเกณฑ์ที่ช่วยแยกงานต้องห้ามออกจากงานอื่นอย่างเป็นรูปธรรม

๓. กฎหมายเกาหลีใต้กำหนดไว้อย่างไร

กฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองแรงงานจัดส่งมีบทลงโทษสำหรับผู้ที่จัดส่งแรงงานโดยมีเจตนาให้ไปทำงานบางประเภทที่กฎหมายระบุว่าเป็นอันตรายต่อสุขอนามัยหรือศีลธรรมสาธารณะ ประเด็นที่ถูกท้าทายไม่ใช่หลักทั่วไปว่ารัฐอาจห้ามการจัดส่งแรงงานไปทำงานที่เป็นอันตราย แต่คือคำว่า “เป็นอันตรายต่อศีลธรรมสาธารณะ” ชัดพอจะใช้เป็นองค์ประกอบของความผิดอาญาหรือไม่

ในคดีอาญา ประชาชนต้องพอเข้าใจได้จากตัวบทว่าการกระทำแบบใดอาจทำให้ถูกลงโทษ รัฐไม่ควรปล่อยให้ขอบเขตของความผิดขึ้นอยู่กับความรู้สึกหรือการตีความที่คาดเดาไม่ได้

หลักนี้เรียกว่า หลักความชัดเจนของกฎหมายอาญา ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของหลักที่ว่าไม่มีความผิดและไม่มีโทษหากไม่มีกฎหมายกำหนดไว้ หลักดังกล่าวช่วยทั้งให้ประชาชนวางแผนการกระทำของตน และจำกัดไม่ให้เจ้าหน้าที่ตีความบทลงโทษอย่างกว้างขวางเกินไป

การพิจารณาความชัดเจนไม่ได้ดูเฉพาะคำใดคำหนึ่งอย่างโดดเดี่ยว ศาลอาจพิจารณาประกอบกับวัตถุประสงค์ของกฎหมาย โครงสร้างของบทบัญญัติอื่น และแนวตีความที่เป็นที่ยอมรับ แต่โดยทั่วไปต้องมีหลักเกณฑ์ที่ทำให้คนทั่วไปซึ่งใช้วิจารณญาณตามปกติพอจะคาดหมายขอบเขตของข้อห้ามได้

ในกรณีนี้ ศาลรัฐธรรมนูญเกาหลีใต้เห็นว่า

คำว่า “ศีลธรรมสาธารณะ” เปลี่ยนแปลงได้ตามยุคสมัย ค่านิยมและขนบธรรมเนียมของสังคม เมื่อกฎหมายไม่ได้ให้นิยามหรือกำหนดคำขยายที่ช่วยชี้ขอบเขต และไม่มีหลักตีความที่เป็นรูปธรรมเพียงพอ ถ้อยคำดังกล่าวจึงไม่เป็นเกณฑ์ที่ชัดเจนพอสำหรับการกำหนดความผิดอาญา

ศาลจึงวินิจฉัยเมื่อวันที่ ๒๔ พฤศจิกายน ๒๐๑๖ ว่า ส่วนของบทลงโทษที่กล่าวถึง “งานที่เป็นอันตรายต่อศีลธรรมสาธารณะ” ขัดต่อหลักความชัดเจนตามหลักกฎหมายอาญา

๔. แนวทางที่ศาลเกาหลีใช้พิจารณา

ศาลเกาหลีไม่ได้ตัดสินว่าทุกถ้อยคำกว้าง ๆ ในกฎหมายเป็นโมฆะโดยอัตโนมัติ หากคำที่ดูเปิดกว้างสามารถทำให้ชัดขึ้นได้จากบทบัญญัติอื่น วัตถุประสงค์ของกฎหมาย หรือแนวตีความที่มั่นคง ศาลอาจเห็นว่าประชาชนยังพอคาดหมายได้ว่าข้อห้ามครอบคลุมอะไร

แต่เมื่อกฎหมายกำหนดโทษอาญา ภาระในการเขียนกติกาที่ชัดเจนย่อมสูงกว่ากฎหมายที่กำหนดเพียงแนวทางทั่วไป ศาลจึงพิจารณาว่า

  • ตัวบทให้นิยามคำสำคัญไว้หรือไม่
  • บทบัญญัติรอบข้างช่วยระบุขอบเขตของความผิดได้จริงหรือไม่
  • มีแนวตีความที่ชัดเจนและเป็นที่ยอมรับจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องหรือไม่
  • ผู้พิพากษาจะสามารถเติมเต็มความหมายได้โดยอาศัยหลักเกณฑ์ทางกฎหมาย ไม่ใช่เพียงการตัดสินตามค่านิยมส่วนตัวหรือไม่

ในคดีของนลิน ศาลเห็นว่าแม้จะพิจารณาวัตถุประสงค์และโครงสร้างของกฎหมายประกอบกัน ก็ยังไม่อาจรู้ได้อย่างชัดเจนว่างานประเภทใดอยู่ในขอบเขต “เป็นอันตรายต่อศีลธรรมสาธารณะ” อีกทั้งไม่พบแนวตีความที่มั่นคงพอจะช่วยแก้ปัญหานี้ได้

๕. เมื่อนำกฎหมายมาปรับกับคดีของนลิน

ขั้นที่หนึ่ง: ตรวจว่าข้อกล่าวหาอาศัยถ้อยคำใด

ข้อกล่าวหาต่อนลินอาศัยบทลงโทษเรื่องการจัดส่งแรงงานไปทำงานที่เป็นอันตรายต่อสุขอนามัยหรือศีลธรรมสาธารณะ ส่วนที่เป็นปัญหาตามรัฐธรรมนูญคือถ้อยคำเกี่ยวกับ “ศีลธรรมสาธารณะ” โดยตรง ไม่ใช่ข้อสรุปว่าการกระทำทุกอย่างที่เกี่ยวข้องกับสถานบันเทิงหรือการค้าประเวณีจะพ้นจากกฎหมาย

ขั้นที่สอง: ถามว่าประชาชนคาดหมายขอบเขตของความผิดได้หรือไม่

นลินอาจโต้แย้งได้ว่า กฎหมายไม่ได้บอกว่างานแบบใดเป็นอันตรายต่อศีลธรรมสาธารณะ และไม่มีเกณฑ์ที่ทำให้เส้นแบ่งชัดขึ้น คำนี้อาจมีความหมายต่างกันตามสังคมและช่วงเวลา จึงยากที่บุคคลจะรู้ล่วงหน้าว่าการกระทำของตนจะเข้าข่ายความผิดหรือไม่

ขั้นที่สาม: พิจารณาว่ากฎหมายส่วนอื่นช่วยอธิบายหรือไม่

หากมีนิยามในบทบัญญัติอื่น หรือแนวทางตีความที่แน่นอน การอ้างว่าถ้อยคำคลุมเครืออาจมีน้ำหนักน้อยลง แต่ศาลรัฐธรรมนูญไม่พบว่ากฎหมายมีคำจำกัดความหรือถ้อยคำประกอบที่ชี้ความหมายได้เพียงพอ และไม่พบหลักตีความที่แน่นอนจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องซึ่งจะช่วยให้คนทั่วไปทราบขอบเขตของข้อห้าม

ขั้นที่สี่: พิจารณาผลของคำวินิจฉัยอย่างจำกัดขอบเขต

นลินมีเหตุผลทางรัฐธรรมนูญที่จะโต้แย้งการลงโทษโดยอาศัยถ้อยคำส่วนที่ถูกวินิจฉัยว่าขัดรัฐธรรมนูญ อย่างไรก็ตาม คำวินิจฉัยนี้ไม่ได้ตัดสินแทนศาลในทุกข้อกล่าวหา และไม่ได้ลบล้างความผิดอื่นที่อาจมีองค์ประกอบและฐานกฎหมายแยกต่างหาก เช่น ความผิดเกี่ยวกับการค้าประเวณี การค้ามนุษย์ หรือการเข้าเมือง หากมีการกล่าวหาและพิสูจน์ตามกฎหมายที่เกี่ยวข้อง

๖. บทสรุป: เกิดอะไรขึ้น และควรทำอย่างไร

ท้ายที่สุด ข้อโต้แย้งของนลินมีน้ำหนักในประเด็นเฉพาะนี้: รัฐไม่อาจลงโทษบุคคลด้วยถ้อยคำที่กว้างจนประชาชนไม่รู้ได้ว่าพฤติกรรมใดถูกห้าม ศาลรัฐธรรมนูญเกาหลีใต้จึงวินิจฉัยว่าบทบัญญัติส่วนที่ลงโทษการจัดส่งแรงงานไปทำงานซึ่ง “เป็นอันตรายต่อศีลธรรมสาธารณะ” ขัดต่อหลักความชัดเจนของกฎหมายอาญา

ผลดังกล่าวไม่ได้หมายความว่านลินได้รับการยกเว้นจากข้อกล่าวหาทั้งหมดโดยอัตโนมัติ ศาลที่พิจารณาคดีต้องตรวจว่าเธอถูกฟ้องด้วยบทบัญญัติใด มีข้อกล่าวหาอื่นหรือไม่ และคำวินิจฉัยมีผลต่อสถานะคดีของเธออย่างไร หากคดีถึงที่สุดแล้ว การขอให้พิจารณาใหม่ก็ต้องดำเนินตามเงื่อนไขและขั้นตอนของกฎหมายเกาหลีที่ใช้บังคับ

สำหรับผู้ที่เผชิญสถานการณ์คล้ายกัน มีสิ่งที่ควรทำสามข้อ

  • ขอสำเนาคำฟ้องและตรวจให้ชัดว่าข้อกล่าวหาอาศัยบทบัญญัติส่วนใด อย่าสรุปว่าคำวินิจฉัยนี้ลบล้างข้อหาอื่นทั้งหมด
  • เก็บเอกสารและหลักฐานเกี่ยวกับบทบาท เจตนา ความสัมพันธ์ในการจ้างงาน และลักษณะงานที่ถูกกล่าวหา เพราะข้อเท็จจริงเหล่านี้อาจสำคัญต่อข้อหาอื่นที่ยังคงอยู่
  • ปรึกษาทนายความที่มีความรู้ด้านคดีอาญาและกฎหมายเกาหลีโดยเร็ว เพื่อประเมินผลของคำวินิจฉัยต่อคดีที่ยังไม่ถึงที่สุด หรือความเป็นไปได้ในการใช้กระบวนการทางกฎหมายสำหรับคำพิพากษาที่ถึงที่สุดแล้ว