๑. เรื่องของมินตรา: วันที่นับถอยหลังผ่านไปโดยไม่รู้ตัว
มินตรา เจ้าของร้านอาหารเล็ก ๆ ในกรุงโซลกำลังต่อสู้คดีที่อาจกระทบต่อการดำเนินธุรกิจของเธอ ทนายความยื่นคำขอให้ศาลพิจารณาส่งประเด็นเกี่ยวกับกฎหมายที่ใช้ในคดีไปให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย แต่ศาลปฏิเสธคำขอนั้น และมีหนังสือแจ้งมินตราในเวลาต่อมา
ช่วงนั้นมินตราต้องเข้าโรงพยาบาลกะทันหัน เธอเข้าใจว่าทนายความจะจัดการขั้นตอนถัดไปให้ จนเมื่อกลับมาตรวจเอกสารในมืออีกครั้งก็พบว่า ผ่านไปแล้ว ๓๖ วันนับจากวันที่ได้รับแจ้งคำสั่งปฏิเสธ เธอจึงถามว่า หากเหตุที่ทำให้ล่าช้าไม่ได้เกิดจากความประมาทของเธอ ยังยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญได้หรือไม่
๒. ประเด็นทางกฎหมาย
คำถามสำคัญคือ เมื่อผู้ร้องได้รับแจ้งคำสั่งปฏิเสธคำขอให้ส่งประเด็นกฎหมายไปวินิจฉัยแล้ว แต่ยื่นคำร้องตาม มาตรา ๖๘ วรรคสอง แห่งกฎหมายศาลรัฐธรรมนูญเกาหลี หลังพ้น ๓๐ วัน ยังมีทางขอให้ศาลรับคำร้องเพราะมีเหตุจำเป็นหรือไม่
๓. กฎหมายเกาหลีว่าไว้อย่างไร
มาตรา ๖๘ วรรคสองเป็นช่องทางให้คู่ความขอให้ศาลรัฐธรรมนูญตรวจสอบความชอบด้วยรัฐธรรมนูญของกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับคดีของตน เมื่อศาลที่พิจารณาคดีปฏิเสธคำขอให้ส่งประเด็นนั้นไปวินิจฉัย คู่ความอาจยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญได้ แต่ต้องทำภายในเวลาที่กฎหมายกำหนด
กำหนดเวลา: ต้องยื่นคำร้องภายใน ๓๐ วันนับแต่วันที่ได้รับแจ้งคำสั่งปฏิเสธคำขอให้ส่งประเด็นกฎหมายไปวินิจฉัยความชอบด้วยรัฐธรรมนูญ
หลักที่ควรจำมีดังนี้
- จุดเริ่มนับเวลาไม่ใช่วันที่คู่ความทราบเรื่องโดยคร่าว ๆ แต่เป็นวันที่ได้รับแจ้งคำสั่งปฏิเสธ
- เมื่อพ้น ๓๐ วันแล้ว การอ้างว่าไม่ได้ตั้งใจปล่อยให้กำหนดเวลาผ่านไป ไม่ได้ทำให้กำหนดเวลาเริ่มนับใหม่
- แนววินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญเกาหลีระบุว่า ไม่อาจยื่นคำร้องชดเชยภายหลังเพราะเหตุที่ผู้ร้องไม่อาจรับผิดชอบต่อการล่าช้าได้ สำหรับคำร้องประเภทนี้
หลักดังกล่าวแตกต่างจากคำร้องตามมาตรา ๖๘ วรรคหนึ่ง ซึ่งเป็นคำร้องเพื่อคุ้มครองสิทธิจากการกระทำของรัฐ ในคำร้องประเภทหลัง ศาลเคยพิจารณาว่าเหตุอันสมควรที่ทำให้ยื่นล่าช้าอาจทำให้คำร้องยังรับไว้พิจารณาได้ โดยอาศัยหลักจากกฎหมายวิธีพิจารณาคดีปกครอง อย่างไรก็ดี ไม่ควรนำข้อยกเว้นนั้นมาใช้กับคำร้องตามมาตรา ๖๘ วรรคสองโดยอัตโนมัติ
๔. แนวทางที่ศาลเกาหลีใช้พิจารณา
ศาลรัฐธรรมนูญมองกำหนดเวลา ๓๐ วันของมาตรา ๖๘ วรรคสองเป็นเงื่อนไขสำคัญของการยื่นคำร้อง ไม่ใช่เพียงกรอบเวลาที่ศาลจะขยายให้ได้ตามความเหมาะสม หลักนี้ปรากฏในคำวินิจฉัยเมื่อวันที่ ๒๖ เมษายน ค.ศ. ๒๐๐๑ ซึ่งยืนยันว่า การพลาดกำหนดไม่อาจแก้ไขภายหลังได้ แม้ผู้ร้องจะอ้างเหตุที่ตนควบคุมไม่ได้
ศาลแยกคำร้องสองประเภทออกจากกัน: การที่คำร้องตามมาตรา ๖๘ วรรคหนึ่งอาจยอมรับเหตุสมควรสำหรับการยื่นล่าช้า ไม่ได้หมายความว่าคำร้องตามมาตรา ๖๘ วรรคสองจะได้รับการผ่อนผันเช่นเดียวกัน
เหตุผลสำคัญคือคำร้องทั้งสองประเภทมีฐานและกติกาการพิจารณาต่างกัน เมื่อเป็นคำร้องตามมาตรา ๖๘ วรรคสอง ผู้ร้องจึงไม่ควรฝากความหวังไว้กับการขอคืนสิทธิยื่นคำร้องหลังพ้นกำหนด
๕. เมื่อนำหลักกฎหมายมาใช้กับกรณีของมินตรา
๑. ตรวจวันเริ่มนับเวลา: มินตราได้รับแจ้งคำสั่งปฏิเสธจากศาล วันที่ได้รับแจ้งจึงเป็นจุดเริ่มนับกำหนด ๓๐ วัน
๒. เปรียบเทียบกับวันยื่น: เธอเพิ่งตรวจสอบเรื่องในวันที่ ๓๖ หลังได้รับแจ้ง ดังนั้น หากยังไม่ได้ยื่นคำร้องภายใน ๓๐ วัน คำร้องก็ยื่นพ้นกำหนดแล้ว
๓. พิจารณาเหตุที่ล่าช้า: การเข้าโรงพยาบาลและความเข้าใจว่าทนายความกำลังดำเนินการต่อ อาจเป็นข้อเท็จจริงที่อธิบายได้ว่าเหตุใดเธอจึงล่าช้า แต่ตามแนวทางสำหรับมาตรา ๖๘ วรรคสอง เหตุเหล่านี้ไม่ทำให้มีสิทธิยื่นคำร้องชดเชยภายหลังโดยอัตโนมัติ
๔. ไม่สับสนกับคำร้องอีกประเภท: แม้ในคำร้องตามมาตรา ๖๘ วรรคหนึ่ง ศาลอาจพิจารณาเหตุอันสมควรที่ทำให้ยื่นล่าช้าได้ แต่กรณีของมินตราเป็นคำร้องตามวรรคสอง จึงอาศัยแนวผ่อนผันของวรรคหนึ่งมาแทนไม่ได้
๕. ข้อสรุปด้านเวลา: หากข้อเท็จจริงเป็นไปตามนี้และไม่มีการยื่นภายใน ๓๐ วัน โอกาสที่ศาลจะรับคำร้องที่ยื่นภายหลังมีน้อยมากตามหลักที่ศาลวางไว้
๖. บทสรุป: เกิดอะไรขึ้นกับมินตรา และควรทำอย่างไร
ท้ายที่สุด มินตราไม่ควรคาดหวังว่าศาลจะรับคำร้องเพียงเพราะเธอมีเหตุจำเป็นหรือไม่ได้เป็นผู้จงใจปล่อยให้เวลาล่วงเลย สำหรับคำร้องตามมาตรา ๖๘ วรรคสอง กำหนด ๓๐ วันมีความสำคัญอย่างยิ่ง และแนวศาลไม่เปิดทางให้แก้ไขการพลาดกำหนดด้วยการยื่นคำร้องชดเชยภายหลัง
หากคุณอยู่ในสถานการณ์คล้ายกัน ควรทำสิ่งต่อไปนี้โดยเร็ว:
- บันทึกวันที่ได้รับแจ้งคำสั่งไว้ทันที และคำนวณวันครบกำหนดจากวันนั้น อย่ารอจนใกล้วันสุดท้าย
- ติดต่อทนายความหรือผู้เชี่ยวชาญทันที เมื่อได้รับคำสั่งปฏิเสธ พร้อมส่งสำเนาคำสั่งและหลักฐานวันที่ได้รับแจ้ง
- ยืนยันให้ชัดว่าเป็นคำร้องตามมาตรา ๖๘ วรรคใด เพราะหลักเรื่องการยื่นล่าช้าของวรรคหนึ่งและวรรคสองแตกต่างกัน



















